Powered By Blogger

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

หย่างเลาะป่า เว้าผญาจ้อยจ้อยหลอยเบิ่งวิถีบ้านเขา



โอน้อ เมฆตั้งเค้าทางเขาใหญ่ไพรหนา    หลั่งลงมาเป็นห่าฝนหล่นลงผืนล่าง
เกิดเป็นธารลำน้อยคอยไหลรวมฮ่วมก่อ    ต่อเป็นสายผืนน้ำ..งามแท้ดั่งคำ แท้แหล๊ว

.........................................................................................................................................

            หากสิเว้าถึงภูเขาลำเนาไพร สิ่งที่บ่หนีไกลจากความคิดกะคือความงดงามตามธรรมชาติ ชนชาติได๋ฮักษาผืนป่าไว้ได้กะย่อมหนีบ่ไกลจากความเป็นจริง ได้อิงได้แนบแซ่บสุขแน่นอนครับ สำหรับชาติได๋ไถม้างบ่สร้างก่อกะเตรียมนับมื้อรอป่อนคอแพ้แว่ นอนแน่ดั่งคำพี่น้องเอ๋ย

ลงบทความนี่ไว้ให้เห็น เผื่อสิเป็นประโยชน์ หากผู้ได๋โกรธเคียดกะแล้วแต่เนาะ กะแค่สิหวังเพาะความคิดให้จิตเห็นพ้องเผื่อสิมองเห็นผล  ป่านี่คือต้นฝนให้คนสุขครับนี่คือความจริงแท้  วีถีการเกษตรย่อมพึ่งพาน้ำตามครรลองหากสิมองลึกๆตรองตรึกดีๆ ผืนป่านับว่ามีคุณอนันต์ เขาสร้างสรรค์แต่สิ่งดีๆให้กับผู้คนครับ  มื้อนี่ผมหยุดงานได้มีโอกาสหย่างเลาะ เก็บความทรงจำดีๆเพราะปีหน้ากะสิได้คืนเมือบ้านแล้ว  ด้วยเป็นคนที่บ่มักแสงสีเสียงกะเลยเบี่ยงกายหลบขอเข้าซบผืนป่า นำพากล้องโตน้อยหลอยเก็บภาพรายทางครับ




  Bukhansan National Park  อุทยานแห่งชาติบุคฮันซาน ถือว่าเป็นอุทยานที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ครับ ตั้งโจดโกดอยู่ทางทิศเหนือของกรุงโซลย่านคังบุก โดยมีพื้นที่กว้างประมาณ78ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว ครอบคลุมพื้นที่กว่าหกอำเภอ มีพันธุ์ไม้กว่าหนึ่งพันสามร้อยสายพันธุ์ ซึ่งถือว่าอุดมสมบูรณ์เติบ เป็นภูเขาหินแกรนิตสูงชันครับ มียอดเขาแบกอุนแดเป็นจุดโฟกัส สูงเถิง836เมตรจากระดับน้ำทะเล เถิงแม้ว่าสิเป็นรองภูเรือ จังหวัดเลยบ้านเฮาที่มีความสูงเถิง1,300เมตร แต่ยอดเขาแบกอุนแดกะเฮ็ดให้ผมแย่ครับ ฮ่า   รถบ่สามารถขึ้นไปฮอดต้องปีนตลอด ถือว่าชันในระดับนึงเลย  เสื้อเปียกไปหลายรอบย้อนเหงื่อย้อยกะยังหว่า






ผมเดินทางจากที่พักใช้เวลาสองชั่วโมงค่อยมาฮอดจุดนี่ได้ อ้ายทีมงานที่มานำกันเปิดเบิ่งแผนที่แล้วกะเดินรี่นำทางครับ ผมบ่ได้เข้าเส้นใหญ่ที่ไผๆกะเลือกขึ้น  ผมเห็นต่างกะหวังสิหย่างทางน้อยๆคอยเก็บรายละเอียดริมทางครับ  ต้องยอมรับว่าบ้านขะเจ้ามีภูเขาผืนป่าเกือบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของประเทศ และที่น่ายกย่องกะคือเขาฮักษาไว้ได้ครับ นับว่าทึ่งในสายตาผม แทบทุกจุดของประเทศสิมีพื้นที่สีเขียว มีสวนป่าให้ประชากรหย่างเหล่นรับอากาศสดชื่น  คนเกาหลีมักปีนเขา บ่ว่าสิเด็กน้อยคล้อยไปฮอดคนแก่ครับ บ่แปลกที่คนบ้านเขาสุขภาพสิแข็งแรง  ขนาดยายอายุหกสิบปีกว่ายังหย่างปีนเขาเสย โอยงึด

     มื้อได๋วันหยุดสิได้เห็นภาพแต่ละครอบครัวหย่างหัวหย่างยิ้มพากันมาหย่างเหล่นท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขจี เอิ้นว่าปลูกฝังให้หมั่นแก่นหวงแหนฮักษากันเลยทีเดียวครับ




หย่างนำทางมาเรื่อยๆ  สองข้างทางวางขนานเป็นระเบียบครับ  คนบ้านขะเจ้ากะมาหย่างปีนเขาเว้าจาพาทีกัน  สร้างสัมพันธ์ฉันท์มิตร



          
พอปานทางเข้าโคกบ้านเฮาเอาโล้ดเนาะ



หย่างมาพ้อดอกไม้ข้างทางครับ






พ้อเห็ดพร้อมหล่ะ โอ้เนาะ นี่คือความงามของธรรมชาติ



ต้นไม้ข้างล่างกับเส้นทางที่มุ่งเดินครับผม






    เห็ดอิหยังดอก  สีสันสวยงามแต่กลิ่นแทบคลานหนีครับ (กลิ่นบ่งามเลย)



 เส้นทางมุ่งสู่ยอดเขา คือทางเข้าโคกบ้านเฮา



เก็บตกรายทางกับความงามของป่า


แปลกตาเสียยิ่ง โอ้เนาะ แบบซี้กะมี






สองดอกนี่คุ้นตา พอปานว่าเห็ดเผิ่งบ้านเฮาครับ





เส้นทางเริ่มวกวน ฝนก็เหมือนตั้งเค้า เอาไงดี


 ผมและพี่ทีมงานเลือกเดินออกจากผืนป่า มุ่งหน้าเข้าเมืองแป๊บครับ  ฝนเหมือนจะลงเม็ดเสร็จแน่ๆแย่คักๆหากฝนโดนกล้อง  กลับไปซื้อถุงกันฝนให้กล้องก่อนหล่ะกัน



เดินกลับออกมาก็ได้ยิ้มร่าเจ้าคูก้าตัวน้อยคอยยิ้มส่งครับ  เมื่อได้ถุงกันฝนแล้วก็วนกลับคืน ตื่นตากับสองข้างทาง เห็ดเกิดก่อต่อผืนดินให้ยิลยล




















 เส้นทางวนขึ้นเรื่อยๆเล่นเอาเหนื่อยหอบครับ  อ้ายทีมงานบอกนั่งเซาเหมื่อยก่อน




ส่วนยอดเขาหลักอยู่โน่นเลย โอ๊ววว..ยังห่างไกลอีกเยอะ ไหวบ่น้อหนิ





อ่า ...พ้อบักหล่าน้อยกำลังหลอยกินเห็ดเสย น่าฮักดีครับ



ปีนขึ้นสูงปานได๋กะยังได้เห็นเห็ดอยู่  ตอนนี้เค้าฝนหายไปแล้วครับแต่กะเปียกคือเก่า ย้อนเหงื่อออก







ยิ่สูงยิ่งทึ่ง อึ้งกิมจิ



ปีนขึ้นจุดที่สูง ดูเหมือนใกล้แต่ไกลโข จะสังเกตุเห็นลูกเขากั้นสลับทับแนว อ่อยๆ เหมื่อยแล้ว



ยิ่งสูงก็ยิ่งแปลก เห็ดหยังหนิ




ยิ่งสูงยิ่งชั้น เหงื่อก็กลั่นจนเปียกแฉะ




ลูกอิหยังน้อหนิอยู่เทิงยอดเขา ต๊ะฮักแท้




เห็ดสีสันแปลกตา



เดินต่อกะหวังสิพ้อยอดเขา หย่างวนอ้อมซ้ายอ้อมขวาอยู่ โอ๊ววว ตายๆ



เอ้า...เข้าถึงโขดหิน ได้ยิลยลภาพกว้างขึ้น



นี่คืออุทยานแห่งชาติบุคฮันซานหล่ะครับ



เหลียวเห็นเมืองอยู่เบื้องล่างพุ้น  คล้ายแอ่งกะทะแต่ว่าเขาจัดระบบน้ำได้ดีเลยบ่มีปัญหาครับ



ภูเขาล้อมรอบดั่งอยู่ในอ้อมกอดธรรมชาติ




เก็บภาพที่ระทึกให้กับพี่ทีมงานครับ  อ้ายซายบอกว่าทริปนี่โหดเติบ หย่างจนขาสิหล่อย(เลาว่า)




ทางเดินยังเลาะชั้นตามลำดับขั้นไปเรื่อยครับ  มีบางจุดที่ชันอีหลีกะสิมีบันไดให้เห็นแบบนี่หล่ะ



เห็ดกะยังเกิดอยู่ตลอดตามทางที่หย่างไป หัวใจกะพอได้ยิ้มครับ




ผมหย่างสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนฮอดป้อมกำแพง สำหรับ Bukhansan National Park นั้นเป็นพื้นที่ที่มีการเว้าเถิงมาตั้งเเต่ในสมัยของอาณาจักชิลลา เเละได้มีการสร้างป้อมปราการไว้หลายจุดตลอดเเนวเกือบ 8 กิโลเมตร เเถมยังมีวัดวาอารามที่สร้างไว้อีกหลายหม่องครับ เเละมีพระพุทธรูปหินแกะสลัก ประดิษฐานไว้อีกนำ โดยสร้างจากหินเเกรนิตขนาดใหญ่เลยทีเดียว โดยจุดที่นักท่องเที่ยวมักนิยมมาเที่ยวชมอีกจุดกะคือ ป้อมบุคฮันซานซอง ที่มีความเก่าเเก่เเละมีวิวที่สวยงามเป็นอย่างมากอีกด้วย  ผมหย่างมาฮอดจุดนี่กะระยะทางแล้วบ่ต่ำกว่าเจ็ดกิโลเมตรครับตั้งแต่เริ่ม ขาเริ่มล้าแน่แต่ยอดเขายังอีกไกล กะเลยตัดสินใจลงข้างล่างนำเสียงกระแสน้ำที่ดังล่อต่อหัวใจ ไปบ่ฮอดเทือหน้าค่อยกลับมาใหม่(คิดในใจ)




         เมื่อเดินลงต่ำนำเสียงน้ำ กะเห็นความงามไปอีกแบบครับ  



เป็นภาพที่เย้ายวนสายตายิ่งนัก



นี่คือการรักษาต้นไม้อีกแบบครับ  กันแนวเจาะเป็นเกราะป้องกันอีกทาง ดีเนาะเขาให้ความสำคัญเติบ







เห็ดกะยังเกิดอยู่แทบทุกหม่อง



หย่างลงมาประมาณสิบกว่านาทีกะมีสายน้ำให้เห็นแล้วครับ ไหลมาจากหลายๆทางโฮมกัน




กลั่นเป็นสายน้ำตกสั่นแหล่ว




คนบ้านเพินกะออกมาหาเหล่น สังเกตุเห็นแล้วกะวินนิดหน่อย คอยเหล่นโทรศัพย์จับบ่วาง ปานอยู่คนละทางคนละหม่องเอาโล้ดเนาะ




ผมผล่ะออกมาหาน้ำกินแก้เหมื่อยก่อนครับ  เย็นสดชื่นแฮง



น้ำจากป่าเขาลำเนาไพร เย็นใสสดชื่นยิ่งนัก




สายตาเหลือบไปเห็นเห็ดอีกหล่ะ



คือเห็ดหน้างัวบ้านเฮาคัก







นี่กะว่าแหม่นเห็ดเผิ่งคักๆ




นี่คือความสมบูรณ์ของผืนป่าจั่งได้นำพาสิ่งนี่ครับ




ผมเดินลงมาถึงด้านล่าง มองเห็นยอดเขาขาวตะหง่านอยู่ด้านหลังพุ้น




หูแว่วได้ยินเสียงดนตรีก็เลยปรี่ขึ้นไปดูอีกกิโลกว่าๆ โอยเนาะ ขากะเริ่มหล่อยเลาะหล่อยเลาะ ฮ่า




เห็ดดอกนี่ปานเห็ดน้ำหมากบ้านเฮาคักๆ



เสียงดนตรี ณ ที่นี่  อ้อ  เพินมีวัดอยู่นั่นเองครับ




ยกมือไหว้พระแล้วกะผล่ะลงมา กะว่าย้านมันสิค่ำก่อน



ส่วนยอดเขาแบกอุนแดจากจุดนี่ยังเหลืออยู่อีกเกือบสองกิโลเมตร  ไว้โอกาสหน้าสิคืนมาแก้โตครับ รับรองบ่พลาด มันสิค่ำแล้วขอเมือคืน




ขากลับ หย่างขนานมากับเส้นทางสายหลักครับ แบบนี่ไคแนเนาะ เบาะๆทริปนี่ 10กิโลเมตรบ่ขาดครับ













เสียงน้ำไหลอยู่ข้างล่างดังแว่ว





บ่แคล้วพ้อเห็ดอีกหล่ะ




ความงามที่ธรรมชาติมอบให้ครับ



ดั่งสายใยสู่สายใจให้คนได้ชื่น  นี่คือความงดงามจากผืนป่าที่ให้คุณค่าอนันต์ ขอแค่ฮ่วมกันฮักษา สิ่งที่นำพาย่อมเกิดสุข เกาหลีใต้เป็นประเทศที่รักษาธรรมชาติไว้คงอยู่ ผู้คนให้ความสำคัญ คือผิดกันกับบ้านเฮาแถ่ะ ที่พากันแทะเล็มกิน ไถม้างสร้างประโยชน์ส่วนตนวนรุกคืบ บุกรุกป่า ว่าเจ้าของมีอำนาจกะประกาศศักดาโหยหามาครอบครอง  หากบ่ตรองคิดกะมีแต่สิฉิบหายวายวอดถ่อนแหล่วครับ

อีเกียแดง แห่งรัตติกาล

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สำรวจโคก..ตอน โคกโนนค้อ


" ทุกข์เพินบ่ว่าดี มีจั่งว่าพี่น้อง ลุงป้าค่อยว่าหลาน "


คำโบราณเพินว่าไว้ ได้ไขกล่าวแต่คราวหลัง
กะว่ายัง.เห็นจริง อิงค่าคำ..ดั่งนำซี้
ยามมั่งมีเขาดีด้วย ยามร่ำรวยเขาดีดั่ง
สนุกฟัง..เสียงย้อง ทั้งผองญาติมากหมู่มี ซั้นแหล๊ว

ยามทุกข์จนเขาซ้นลี้  หนีซบ.หลบคำจา
เฮาเป็นหมาโดยว่าพลัน ถืกเขาหยันมองเย้ย
คำเฉลยที่เคยอ้าง กะหมางเมินจนเกินกู่
เปรียบหมาหมูเป็นหมู่จ้อย คอยแต่ย้านสิผ่านเฮือน

โอน้อ คำว่าคน!มันวนเคลื่อน เหมือนคำเอ่ยดั่งเคยจา
กิเลสมาบังบด จนคดงอต่อใจซ้ำ
แสวงนำแต่คำอ้าง หลอยหาทางสิกินต่อ
ความดีเขาเซาเหลียวพ้อ นี่บ้อเจ้า.พวกเหล่าคน เอ๊ย

สำบายดีครับ ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจในคอลัมน์นี่ก่อนเนาะครับ บทความนี่เกิดขึ้นได้ย้อนทางอ้ายๆเอื้อยๆหัวหน้าทีมงานสำรวจโคกเพินเห็นพ้องต้องกันว่า อยากให้มีการนำเสนอผืนป่าโคกแต่ละหม่องแต่ละที่ ว่ายังมีหลายอยู่บ่ เลยยกยอเป็นคอลัมน์ มานำอ้างทางออนไลน์ครับ งานนี่อ้ายๆเพินกะโยนขวับมาให้ทางผมได้ลองนำเสนอก่อน หลังจากนั้นกะคงสิเป็นอ้ายๆเอื้อยๆเพินยกยอต่อยอดกันไป


        " โคกโนนค้อ "  เป็นผืนป่าที่ทอดยาวสุดสายตา ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านจาน ตำบลบ้านจาน อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์  ในเส้นทางระหว่างบ้านจาน(ตำบลบ้านจาน)ทอดขนานไปถึงบ้านน้อยโนนสมบูรณ์(ตำบลหายโศก)ซึ่งกินพื้นยาวเกือบ4กิโลเมตรนั้น ในอดีตเป็นผืนที่ป่าสาธารณะขนาดใหญ่ ผู้คนใกล้ไกลได้พึ่งพิงอาศัย เนื่องจากยังห่างไกลความเจริญเส้นทางเดินก็คือถนนลูกรังครับ ถามที่มาของนามได้ความว่าเดิมทีมีต้นค้อใหญ่ใครผ่านมาผ่านไปได้ว่าเห็น แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยเข้าเช้า-เย็น ต้นค้อเลยกลายเป็นเช่นตำนาน(ผู้เฒ่าเก่าก่อนเพินว่าถืกเขาตัดสั่นแหล่วครับ)  สำหรับหมู่บ้านชุมชนที่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ก็มีบ้านจาน บ้านโนนสมบูรณ์รวมไปถึงบ้านดอนดู่(ตำบลบ้านจาน)



      เมื่อพูดถึงระบบนิเวศน์ของโคกโนนค้อ  ในอดีตที่ยังคงฝังอยู่ในรากลึกของความทรงจำย้อนหลังไปเมื่อสามสิบปีก่อน  ผืนโคกยังอุดมสมบูรณ์ครับ พืชท้องถิ่นหลากหลายพันธุ์ยังมีอยู่มาก รวมถึงแมง แมลง นก หนูหรือแม้แต่สัตว์ปีกจำพวกบ่าง อ้อลืมบอกไป แต่ก่อนมีจอนฟอน(พังพอน)อยู่มากโขเลยหล่ะ  ใครก็ตามที่เข้ามาใช้ประโยชน์แห่งนี้ย่อมก่อเกิดรอยยิ้ม เสียงจั๊กจั่นร้องก้องไพรเสียงนกร้องอยู่ไม่ไกลกล่อมหัวใจให้ครื้นเครง เมื่อหน้าฝนคนก็ชื่นมื่น ทั้งเห็ดทั้งแมงแคง ติ้วขาวติ้วแดงผลิยอดแซมถิ่นให้ผู้คนได้ถวิลยิลยลครับ  ต้องถือได้ว่าผืนป่าแห่งนี้คือหัวใจของชุมชน สร้างสุข สร้างรอยยิ้มรวมถึงสร้างกลิ่นฝน ผมจะสุขใจทุกครั้งเมื่อได้หันหน้าเข้าโคกคราหน้าฝน ก้มเก็บเห็ดไปด้วยเม็ดฝนก็ช่วยชะล้าง หยาดพิรุณฟากฟ้าหล่นลงผืนป่ากระทบใบตองซาดตองกุงเสียงดังอึงมี่ เหมือนดั่งวิถีมีมนต์ แมงแคงเกาะเกี่ยวเทียวหลบซบใต้ใบตองพร้อมกับพวกพ้องน้องพี่ ผมก็ได้แต่ยิ้มปรี่ชื่นฤดีตาม


 คุณตาเคยเล่าให้ผมฟังว่า แต่ก่อนผืนป่าจะเป็นผืนเดียวทอดยาว แต่เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านก็มีการจับจองและเริ่มทำกิน การไถ การบุกเบิก การตีกรอบรอบรั้วก็เกิดขึ้นครับ พื้นที่หลายแปลง(ส่วนมาก)ถูกออกโฉนดครอบครองได้เรียบร้อย แต่บางที่ก็ยังไม่สามารถออกได้เช่นกัน(ส่วนน้อย) แต่ก็ยังถือกรรมสิทธิ์ครอบครองทำกินได้ ณ ปัจจุบันพื้นที่ป่าโคกสาธารณะจริงๆนั้นมีอยู่ไม่ถึง30เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ภาพเก่าๆที่เคยเห็นกำลังจะกลายเป็นเช่นวันวานที่ไม่อาจหวนผ่านคืนได้แล้ว









เมื่อเวลาผ่านทุกอย่างก็ผันครับ  พื้นที่ในอดีตที่เคยเป็นผืนป่าโคก


วันนี้ผมเดินตามเส้นทางสายเก่าที่เคยผ่านเรื่องเล่าในอดีต  ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้สายทาง ทุกอย่างกำลังจะเลือนหายกลายเป็นอดีต ผมจดจำทุกอย่างพร้อมกับเก็บภาพไว้ถ่ายทอดเรื่องราว  สายตาสอดส่องอย่างคนเคยชินที่อยู่กับดินกินกับป่า











อ่า..ดูสิผมเจออะไรเข้าให้แล้ว  นี่คือขวยแมงจินูนแดงตัวใหญ่ที่เจ้าตัวซ่อนหลบซบไอดินอยู่ด้านล่าง  ภาพความทรงจำผันผ่านเข้ามา คุณย่าคุณยายสะพายตระกร้าบ้างว่าคอนเสียมเตรียมหาขุด อีกหนึ่งวิถีที่ชินตาครับ



  เดินไปได้ไม่ไกลเจอต้นอีรอกเข้าให้  ซึ่งตอนนี้ดูจะมีน้อยนักครับ แต่ก่อนก็มากพอดูมันมักจะอยู่คู่ผักสาบ(วันนี้ผมเดินหาผักสาบไม่เจอ)  ต้นอีรอกแกงกินได้ยินแต่คำว่าอร่อยครับ


แต่เผลอมาเจอ"ยอดเขียง"เข้า  กวาดสายตาโดยรอบยังพอมีครับ ยอดอ่อนลวกกินกับน้ำพริกแซบนักแล


ส่วนที่เห็นเยอะก็คือเจ้านี่ครับ ว่านอีอูบหรือว่านตูบหมูบ ถือเป็นยาสมุนไพรในท้องถิ่น













 ว่านอีอูบหรือว่านตูบหมูบ สมุนไพรแก้ความดันครับ เป็นยาขับลมด้วย  ลวกกินกับน้ำพริกกลิ่นหอมดีนัก
อีกหนึ่งที่พึงมีในผืนโคก


 ความงดงามที่ซ่อนตัวอยู่ กลิ่นหอมอ่อนๆที่กล่อมคนห่างถิ่นให้ต้องมนต์


หมากตาไก้ ผลไม้ในความทรงจำของผม  เห็นอยู่สองต้นครับ พร้อมกับเดินผ่านต้นมะหาด ต้นบักดูกที่สูงชะลูด ผ่านมาหลายปียังคงมีอยู่ แม้จะหายไปบ้างแต่เค้าลางยังพอมีครับ


ขวยจิโป่มหรือจิ้งโกร่ง หนึ่งในความรู้สึกที่ยังตราตรึง



 ผืนป่าโคกให้ทุกสิ่งครับ ตั้งแต่พื้นดินจนถึงยอดฟ้า แต่ก็นึกแปลกจนแทบระอา ที่คนมองไม่เห็นค่าที่ว่าควร เฮ้อ...



เคลือส้มลม อีกหนึ่งสิ่งที่ยังนิ่งสงบ ผมเจอเยอะพอสมควร



มันกะแย้อยู่ ..........ภาพรูแย้ที่พอยังมีให้เห็นครับ  เมื่อถึงฤดูกาลก็ยังเห็นผ่านอยู่บ้างรวมไปถึงกะปอมกิ้งก่า  แต่ทว่าบ่างพังพอนต้องกลายเป็นบทละครที่เล่าขานครับ  หายสิ้นแทบไม่เหลือเนื่องจากผืนป่าถูกรุกคืบ จั่งซี้มันกะแย่อยู๊



ร่องรอยที่คอยอ้างครับ  ผมเจอเข้าโดยบังเอิญ ในอดีตโคกโนนค้อจะมีนกคุ่มอยู่มากรวมไปถึงนกอื่นๆ  เมื่อโคกห่างทุกอย่างก็จร


  ชื่อภาพ โคกไม่ทิ้งลายครับ  ทุกสิ่งยังทำหน้าที่ได้ดีเสมอเหมือน ตอนนี้เห็ดเผาะก่อเกิด เราจะยังมีกินถ้าไม่ขบถกดให้สิ้นในถิ่นตน  มองเห็นค่าบ้างครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา




 เมื่อหันมามองย้อนดูความเป็นไป ถามว่าทำไมป่าใกล้หายสูญ เกิดจากอะไรหรือ ครับผมคำตอบง่ายๆก็คือเกิดจากน้ำมือมนุษย์เป็นผู้ฉุดกระชาก ความอยากถูกฝังรากลึกจนมองไม่เห็นความเป็นไปเพราะในหัวใจแฝงด้วยเส้นใยของกิเลส  มีอะไรบ้างหล่ะ..ไปดูกันครับ


เมื่อโคกป่าถูกนำพาให้เป็นผืนนา  เมื่อถามว่าผลผลิตให้ค่าตอบแทนมากไหม คนที่ไถคงรู้ดีครับ และผมเองก็ไม่มีสิทธิ์พูดอะไรเพราะไม่ใช่กรรมสิทธิ์  แค่หลอยไปเก็บภาพให้ตรองคิด เผื่อจะเห็นสักนิดแล้วคิดตาม



ภาพนี้มีเงื่อนงำ ฮ่า







นาตีนโคกครับ

















ตอกย้ำถึงการสูญสิ้น


โคกป่า ณ ปัจจุบันผันเปลี่ยนไปเยอะครับ


อีกหนึ่งปัจจัยหลัก กิเลสมักล่อลวง  ต้นไม้ในถิ่นสิ้นค่าเพราะป่ายูคานั่นเอง