Powered By Blogger

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สำรวจโคก..ตอน โคกโนนค้อ


" ทุกข์เพินบ่ว่าดี มีจั่งว่าพี่น้อง ลุงป้าค่อยว่าหลาน "


คำโบราณเพินว่าไว้ ได้ไขกล่าวแต่คราวหลัง
กะว่ายัง.เห็นจริง อิงค่าคำ..ดั่งนำซี้
ยามมั่งมีเขาดีด้วย ยามร่ำรวยเขาดีดั่ง
สนุกฟัง..เสียงย้อง ทั้งผองญาติมากหมู่มี ซั้นแหล๊ว

ยามทุกข์จนเขาซ้นลี้  หนีซบ.หลบคำจา
เฮาเป็นหมาโดยว่าพลัน ถืกเขาหยันมองเย้ย
คำเฉลยที่เคยอ้าง กะหมางเมินจนเกินกู่
เปรียบหมาหมูเป็นหมู่จ้อย คอยแต่ย้านสิผ่านเฮือน

โอน้อ คำว่าคน!มันวนเคลื่อน เหมือนคำเอ่ยดั่งเคยจา
กิเลสมาบังบด จนคดงอต่อใจซ้ำ
แสวงนำแต่คำอ้าง หลอยหาทางสิกินต่อ
ความดีเขาเซาเหลียวพ้อ นี่บ้อเจ้า.พวกเหล่าคน เอ๊ย

สำบายดีครับ ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจในคอลัมน์นี่ก่อนเนาะครับ บทความนี่เกิดขึ้นได้ย้อนทางอ้ายๆเอื้อยๆหัวหน้าทีมงานสำรวจโคกเพินเห็นพ้องต้องกันว่า อยากให้มีการนำเสนอผืนป่าโคกแต่ละหม่องแต่ละที่ ว่ายังมีหลายอยู่บ่ เลยยกยอเป็นคอลัมน์ มานำอ้างทางออนไลน์ครับ งานนี่อ้ายๆเพินกะโยนขวับมาให้ทางผมได้ลองนำเสนอก่อน หลังจากนั้นกะคงสิเป็นอ้ายๆเอื้อยๆเพินยกยอต่อยอดกันไป


        " โคกโนนค้อ "  เป็นผืนป่าที่ทอดยาวสุดสายตา ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านจาน ตำบลบ้านจาน อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์  ในเส้นทางระหว่างบ้านจาน(ตำบลบ้านจาน)ทอดขนานไปถึงบ้านน้อยโนนสมบูรณ์(ตำบลหายโศก)ซึ่งกินพื้นยาวเกือบ4กิโลเมตรนั้น ในอดีตเป็นผืนที่ป่าสาธารณะขนาดใหญ่ ผู้คนใกล้ไกลได้พึ่งพิงอาศัย เนื่องจากยังห่างไกลความเจริญเส้นทางเดินก็คือถนนลูกรังครับ ถามที่มาของนามได้ความว่าเดิมทีมีต้นค้อใหญ่ใครผ่านมาผ่านไปได้ว่าเห็น แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยเข้าเช้า-เย็น ต้นค้อเลยกลายเป็นเช่นตำนาน(ผู้เฒ่าเก่าก่อนเพินว่าถืกเขาตัดสั่นแหล่วครับ)  สำหรับหมู่บ้านชุมชนที่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ก็มีบ้านจาน บ้านโนนสมบูรณ์รวมไปถึงบ้านดอนดู่(ตำบลบ้านจาน)



      เมื่อพูดถึงระบบนิเวศน์ของโคกโนนค้อ  ในอดีตที่ยังคงฝังอยู่ในรากลึกของความทรงจำย้อนหลังไปเมื่อสามสิบปีก่อน  ผืนโคกยังอุดมสมบูรณ์ครับ พืชท้องถิ่นหลากหลายพันธุ์ยังมีอยู่มาก รวมถึงแมง แมลง นก หนูหรือแม้แต่สัตว์ปีกจำพวกบ่าง อ้อลืมบอกไป แต่ก่อนมีจอนฟอน(พังพอน)อยู่มากโขเลยหล่ะ  ใครก็ตามที่เข้ามาใช้ประโยชน์แห่งนี้ย่อมก่อเกิดรอยยิ้ม เสียงจั๊กจั่นร้องก้องไพรเสียงนกร้องอยู่ไม่ไกลกล่อมหัวใจให้ครื้นเครง เมื่อหน้าฝนคนก็ชื่นมื่น ทั้งเห็ดทั้งแมงแคง ติ้วขาวติ้วแดงผลิยอดแซมถิ่นให้ผู้คนได้ถวิลยิลยลครับ  ต้องถือได้ว่าผืนป่าแห่งนี้คือหัวใจของชุมชน สร้างสุข สร้างรอยยิ้มรวมถึงสร้างกลิ่นฝน ผมจะสุขใจทุกครั้งเมื่อได้หันหน้าเข้าโคกคราหน้าฝน ก้มเก็บเห็ดไปด้วยเม็ดฝนก็ช่วยชะล้าง หยาดพิรุณฟากฟ้าหล่นลงผืนป่ากระทบใบตองซาดตองกุงเสียงดังอึงมี่ เหมือนดั่งวิถีมีมนต์ แมงแคงเกาะเกี่ยวเทียวหลบซบใต้ใบตองพร้อมกับพวกพ้องน้องพี่ ผมก็ได้แต่ยิ้มปรี่ชื่นฤดีตาม


 คุณตาเคยเล่าให้ผมฟังว่า แต่ก่อนผืนป่าจะเป็นผืนเดียวทอดยาว แต่เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านก็มีการจับจองและเริ่มทำกิน การไถ การบุกเบิก การตีกรอบรอบรั้วก็เกิดขึ้นครับ พื้นที่หลายแปลง(ส่วนมาก)ถูกออกโฉนดครอบครองได้เรียบร้อย แต่บางที่ก็ยังไม่สามารถออกได้เช่นกัน(ส่วนน้อย) แต่ก็ยังถือกรรมสิทธิ์ครอบครองทำกินได้ ณ ปัจจุบันพื้นที่ป่าโคกสาธารณะจริงๆนั้นมีอยู่ไม่ถึง30เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ภาพเก่าๆที่เคยเห็นกำลังจะกลายเป็นเช่นวันวานที่ไม่อาจหวนผ่านคืนได้แล้ว









เมื่อเวลาผ่านทุกอย่างก็ผันครับ  พื้นที่ในอดีตที่เคยเป็นผืนป่าโคก


วันนี้ผมเดินตามเส้นทางสายเก่าที่เคยผ่านเรื่องเล่าในอดีต  ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้สายทาง ทุกอย่างกำลังจะเลือนหายกลายเป็นอดีต ผมจดจำทุกอย่างพร้อมกับเก็บภาพไว้ถ่ายทอดเรื่องราว  สายตาสอดส่องอย่างคนเคยชินที่อยู่กับดินกินกับป่า











อ่า..ดูสิผมเจออะไรเข้าให้แล้ว  นี่คือขวยแมงจินูนแดงตัวใหญ่ที่เจ้าตัวซ่อนหลบซบไอดินอยู่ด้านล่าง  ภาพความทรงจำผันผ่านเข้ามา คุณย่าคุณยายสะพายตระกร้าบ้างว่าคอนเสียมเตรียมหาขุด อีกหนึ่งวิถีที่ชินตาครับ



  เดินไปได้ไม่ไกลเจอต้นอีรอกเข้าให้  ซึ่งตอนนี้ดูจะมีน้อยนักครับ แต่ก่อนก็มากพอดูมันมักจะอยู่คู่ผักสาบ(วันนี้ผมเดินหาผักสาบไม่เจอ)  ต้นอีรอกแกงกินได้ยินแต่คำว่าอร่อยครับ


แต่เผลอมาเจอ"ยอดเขียง"เข้า  กวาดสายตาโดยรอบยังพอมีครับ ยอดอ่อนลวกกินกับน้ำพริกแซบนักแล


ส่วนที่เห็นเยอะก็คือเจ้านี่ครับ ว่านอีอูบหรือว่านตูบหมูบ ถือเป็นยาสมุนไพรในท้องถิ่น













 ว่านอีอูบหรือว่านตูบหมูบ สมุนไพรแก้ความดันครับ เป็นยาขับลมด้วย  ลวกกินกับน้ำพริกกลิ่นหอมดีนัก
อีกหนึ่งที่พึงมีในผืนโคก


 ความงดงามที่ซ่อนตัวอยู่ กลิ่นหอมอ่อนๆที่กล่อมคนห่างถิ่นให้ต้องมนต์


หมากตาไก้ ผลไม้ในความทรงจำของผม  เห็นอยู่สองต้นครับ พร้อมกับเดินผ่านต้นมะหาด ต้นบักดูกที่สูงชะลูด ผ่านมาหลายปียังคงมีอยู่ แม้จะหายไปบ้างแต่เค้าลางยังพอมีครับ


ขวยจิโป่มหรือจิ้งโกร่ง หนึ่งในความรู้สึกที่ยังตราตรึง



 ผืนป่าโคกให้ทุกสิ่งครับ ตั้งแต่พื้นดินจนถึงยอดฟ้า แต่ก็นึกแปลกจนแทบระอา ที่คนมองไม่เห็นค่าที่ว่าควร เฮ้อ...



เคลือส้มลม อีกหนึ่งสิ่งที่ยังนิ่งสงบ ผมเจอเยอะพอสมควร



มันกะแย้อยู่ ..........ภาพรูแย้ที่พอยังมีให้เห็นครับ  เมื่อถึงฤดูกาลก็ยังเห็นผ่านอยู่บ้างรวมไปถึงกะปอมกิ้งก่า  แต่ทว่าบ่างพังพอนต้องกลายเป็นบทละครที่เล่าขานครับ  หายสิ้นแทบไม่เหลือเนื่องจากผืนป่าถูกรุกคืบ จั่งซี้มันกะแย่อยู๊



ร่องรอยที่คอยอ้างครับ  ผมเจอเข้าโดยบังเอิญ ในอดีตโคกโนนค้อจะมีนกคุ่มอยู่มากรวมไปถึงนกอื่นๆ  เมื่อโคกห่างทุกอย่างก็จร


  ชื่อภาพ โคกไม่ทิ้งลายครับ  ทุกสิ่งยังทำหน้าที่ได้ดีเสมอเหมือน ตอนนี้เห็ดเผาะก่อเกิด เราจะยังมีกินถ้าไม่ขบถกดให้สิ้นในถิ่นตน  มองเห็นค่าบ้างครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเรา




 เมื่อหันมามองย้อนดูความเป็นไป ถามว่าทำไมป่าใกล้หายสูญ เกิดจากอะไรหรือ ครับผมคำตอบง่ายๆก็คือเกิดจากน้ำมือมนุษย์เป็นผู้ฉุดกระชาก ความอยากถูกฝังรากลึกจนมองไม่เห็นความเป็นไปเพราะในหัวใจแฝงด้วยเส้นใยของกิเลส  มีอะไรบ้างหล่ะ..ไปดูกันครับ


เมื่อโคกป่าถูกนำพาให้เป็นผืนนา  เมื่อถามว่าผลผลิตให้ค่าตอบแทนมากไหม คนที่ไถคงรู้ดีครับ และผมเองก็ไม่มีสิทธิ์พูดอะไรเพราะไม่ใช่กรรมสิทธิ์  แค่หลอยไปเก็บภาพให้ตรองคิด เผื่อจะเห็นสักนิดแล้วคิดตาม



ภาพนี้มีเงื่อนงำ ฮ่า







นาตีนโคกครับ

















ตอกย้ำถึงการสูญสิ้น


โคกป่า ณ ปัจจุบันผันเปลี่ยนไปเยอะครับ


อีกหนึ่งปัจจัยหลัก กิเลสมักล่อลวง  ต้นไม้ในถิ่นสิ้นค่าเพราะป่ายูคานั่นเอง


วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

กลอนผญา บุญผะเหวด เดือนสี่ (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)






พี่น้องเอ๋ย ขอยอยกถกเค้า วิถีเก่าแต่คราวหลัง
หลายคนยังหล่ะยึดถือ ได้จื่อเห็นเป็นคำอ้าง
วิถีทางบ่ต่างเค้า ได้ฮวมเอาศรัทธาแกร่ง
ดั่งแสงธรรมได้นำแจ้ง แปงทางฮู้สู่ค่าควร


หญิงและชายต่างหมายล้วน ได้หวนก่อน้องานบุญ
เดือนสี่หมุนหล่ะอ่วยมา ศรัทธาไทยต่างไหลน้อม
พะยอมหอมกลิ่นเค้า เจ้ามันปลากะว่ากรุ่น
ผะเหวดบุญคือทุนเอื้อ ได้เฟือส่าง(สร้าง)หย่างต่อฮอย


พี่น้องเอ๊ย ประวัติดีมีบ่น้อย บ่อาจปล่อยให้ลอยสูญ
ขอจับจูนค่าคำ ให้นำเห็นเป็นทางเค้า
ส่องเห็นเงาผู้เอาฤษก เบิกแนวทางให้สางก่อ
เอาแค่พอให้ฮู้..ยกนามซูเอ่ยอ้าง ให้ทางเจ้าได้เลายิน


โอน้อ พระมาลัยผู้ไกลสิ้น กิเลสปิ่นหล่ะทางจร
นามกรขจรไกล  ดังอยู่ในพงศ์เซื้อ
ฤทธาเหลือจนเฟือล้น เหาะเดินวนจนคนส่า 
สวรรค์ดาวอยู่ฮาวฟ้า เทวาซร้องหล่ะพ่องชม


จุฬามณีกะบ่ม้ม ได้ชมต่อน้อเมืองบน
ดั่งว่าผลค่าธรรม ได้ส่องนำจนเห็นแจ้ง
ประดุจแสงที่แยงซี้ ชุลีกรได้น้อมต่อ
ดั่งแสงธรรมให้นำพ้อ น้อดวงแก้วค่างาม


พระศรีอารย์คือนามท่าน ผู้ผันถ่ายในภายกาล
สืบความงามทางใจ ให้ฮุ่งใสเทียมแก้ว
สิต่อแนวโคดมท่าน ขันใจรวมให้กวมแกร่ง
ไผอยากแยงฮ่วมแปงปั้น ให้หมั่นส่าง(สร้าง)ทางหย่างควร


สู่ความดีที่งามล้วน ในมวลแก่นทางใจ
หากว่าไผได้เฮ็ดนำ ผลกระทำย่อมเห็นแจ้ง
ยกแสดงแจ้งสามข่อ(ข้อ) ต่อทางมาลัยท่าน
ให้จือจำหล่ะนำมั่น สิผันพ้อหล่ะต่อทาง 


(ข้อหนึ่ง) โอน้อ คุณมารดาว่าเลิศล้ำ บิดาส่ำเทียมเถิง
ให้เจ้าเทินค่าสูง ผดุงงามคือเว้า
(ข้อสอง) อีกทั้งพุทธองค์เจ้า น้อมเอาคุณให้หนุนซ่อย
หล่ะอย่าสะคอยยุเย้า ให้สงฆ์เจ้าสิ้นเหล่าควร


(ข้อสาม )ประพฤติธรรมนำซ้วน ให้ควรค่าว่าทางใจ
ผะเหวดในชาดก ถืกยกเอาเล่ามาอ้าง
ให้เสริมทางให้สานคล้อง จ่องแนวใจอย่าไกลเก่า
สิได้พบเมตไตรยเจ้า ในคราวหน่า(หน้า)บัดห่าลุน พุ้นแหล๊ว


พี่น้องเอ๋ย เป็นประวัติแต่ภายพุ้น ที่หนุนส่องจนมองเห็น
จนสืบเป็นค่าฮอย ที่คอยเพียรให้เวียนน้อม
ดอกพะยอมหอมกลิ่นอ้าง กะเถิงทางหว่างเดือนสี่
ผะเหวดบุญหนุนคราวนี่ คนปรี่ร่วมว่าฮ่วมงาน ซั้นแหล๊วครับ


เตรียมสถานให้งามพร้อม พระซ้อมอ่านมาลัยแสน
ธรรมาสน์แขวนสายโยง ผูกธงทิวจนปลิวว่อน
ทั้งกัณฑ์หลอนกะเตรียมเอ้ สนุกเฮฮ้องหม่วน
ผะเหวดลายงามล้วน สมควรค่าหล่ะว่ายิล


สิบสามกัณฑ์ทั้งเหมิดสิ้น เสียงยินส่งยังคงดัง
แห่ตามหลังดั่งสู่เมือง ตามเรื่องราวแต่คราวกี้
นางมัทรีมีสมส่าง(สร้าง) ชูชกพราหมณ์กะตามต่อ
อีกกัณหาชาลีจ้อ ถืกพราหมณ์ล่อยอสู่เมือง


โอน้อ สมมุติทำหล่ะนำเรื่อง ประเทืองค่าจนพาเห็น
ศีล-ทานเป็นเช่นผลควร ให้หวนตรองดั่งคองเค้า
ฟังธรรมเอาหล่ะใจตั้ง อีกศีล-ทานกะตางต่อ
อย่างละพันสรรหาพ้อ มายอไว่หล่ะใส่งาน


มาลางามดอกบานแย้ม กะแต้มต่อน้องานบุญ
ธูปเทียนหนุนเป็นบุญงาม กะเอาตามดั่งเคยเว้า
อีกทั้งเข่า(ข้าว)เหนียวปั้น กะขันเอาเล่าพันท่อ
มายกยอหล่ะห่อปั้น มาขันร่วมให้ฮ่วมมี


พี่น้องเอ๊ย ขออ่วยลงหล่ะตรงนี่ วิถีเรื่องให้เนืองตรอง
ฮักษาคองแต่ก่อนหลัง ให้สืบสานหล่ะคงไว้
อีสานไทยสืบสายร่วม ฮ่วมสัมพันธ์บ่หันปล่อย
ยังกรุ่นฮอยคอยเห็นเค้า..อีเกียแดงยังแจงเว้า..เอามาอ้างบ่ต่างเคย อยู่เด้ครับ

น้อมจิตคารวะ
อีเกียแดง แห่งรัตติกาล

ขอบพระคุณรูปภาพบุญผะเหวดจังหวัดบุรีรัมย์ครับผม

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

เรื่องสั้นอีสาน อุ่นไอดินถิ่นรัก (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)


เรื่องสั้นตอน ..อุ่นไอดินถิ่นรัก..

อาทิตย์ ยามบ่ายคล้อยทอแสงโอบกอด ผืนทุ่งนาข้าวจนเกิดประกายสีทองเลื่อมพราย สายลมเย็นโชยพัดผ่านอยู่เป็นระยะสะบัดช่อรวงให้ไหวเอนตามแรงประหนึ่งว่า กำลังปลดปล่อยอริยาบทแห่งห้วงความฝันที่ผสานไปด้วยจินตนาการ นกน้อยหลายตัวกระโดดโล้ดเต้นจับยอดรวงพร้อมส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ประสานเสียง คอรัสเสมือนกำลังช่วยกันเห่กล่อมท้องทุ่งสีทอง ฝูงแมลงปอบินหยอกล้อเล่นกับลมพลางสยายปีกที่มีสีสันสวยงามอวดโฉมดึงดูดสายตา แก่อาคันตุกะที่ผ่านไปผ่านมาให้หลงเสน่ห์ต้องมนต์สะกดเป็นยิ่งนัก



รถสองแถวเล็กสีฟ้าวิ่งตามถนน ลูกรังสีถ่านเพลิง พร้อมกับเสียงผู้โดยสารไอดัง แค๊ก..แค๊ก..ให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ ฝุ่นสีแดงคละคลุ้งลอยปลิวว่อนตามท้าย ยังผลให้สีผมของผู้โดยสารเริ่มเปลี่ยน ต้นไม้สองข้างทางกลายเป็นสีแดงด้วยสายลมที่โอบอุ้ม หนทางที่คดเคี้ยวของถนนลูกรังผ่านเข้าไปหลายหมู่บ้าน ผ่านท้องทุ่งนา ผ่านผืนป่าโคกผ่านทางแคบสลับกับบางช่วงมีหลุมบ่อ ทำเอาผู้โดยสารนั่งโยกหัวสั่นหัวคลอนไปตามๆกันเสมือนว่ากำลังดูคอนเสิร์ตวง ฮิตจนยากที่จะเก็บสปิริตแห่งความมันส์ออกอาการให้โยกตาม ดวงอาทิตย์คล้อยตัวลงต่ำเทียบปลายไม้รถโดยสารยังคงจอดส่งผู้คนตามรายทางหลาย หมู่บ้าน เสียงคนดังจ้อกแจ้กจอแจบ้างร้องตะโกนทักทายไต่ถามขณะรถจอดส่ง การเดินทางใช้เวลาเนิ่นนานพอดูขณะนี้เหลือผู้โดยสารบนรถเพียงคนเดียว รถโดยสารยังคงบึ่งมุ่งหน้าทำหน้าที่ส่งผู้โดยสารรายสุดท้ายซึ่งเป็นหมู่บ้าน ข้างหน้า ชายหนุ่มใช้มือขยับคอเสื้อให้เข้ารูปเมื่อสายตาเริ่มมองเห็นจุดหมายอยู่ไม่ ไกล มือขวาจับเสื้อสะบัดไปมาเพื่อไล่ฝุ่นสีแดงที่แฝงตัวแซมกับเนื้อผ้า พลางชะเง้อหน้ามองแววตาคมเป็นประกายเมื่อเริ่มมองเห็นเค้าของหมู่บ้านที่ อยู่ข้างหน้า

" ลงหม่องได๋หล่ะหนุ่ม " เสียงลุงซึ่งทำหน้าที่สารถีตะโกนถามมาจากข้างหน้าขณะที่รถยังวิ่งอยู่

" จอดศาลากลางบ้านกะได้ครับลุง " ชายหนุ่มบอก สายตายังจับจ้องสภาพข้างหน้า ซึ่งขณะนี้รถวิ่งผ่านบ้านหลังแรกของหมู่บ้านมาแล้ว ไม่นานนักรถสองแถวเล็กสีฟ้าจอดนิ่งที่ศาลากลางหมู่บ้าน ชายหนุ่มขยับตัวพร้อมสะพายกระเป๋าเข้าตำแหน่งหลัง ถุงกระดาษขนาดใหญ่สองถุงที่ข้างในบรรจุเสื้อและของฝากต่างๆถูกกระชับเข้ามือ จากนั้นรถโดยสารก็วิ่งต่อไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้ายและ เป็นบ้านของคุณลุงสารถีนั้นเอง ชายหนุ่มขยับตัวหลังจากรถวิ่งผ่านไป ใบหน้าคมเข้มอาบด้วยรอยยิ้มนิดๆเมื่อเห็นว่ามีใครคนหนึ่งยืนเพ่งมองอยู่ข้าง หน้า

" คาต๊ะยืนยิ้มอยู่หั่นหล่ะคนกรุงเทพ..เอาถุงกระดาษมาพี้แววสิถือซ่อย " เสียงเธอค่อนขอดเขาอยู่นิดๆแต่ภายในรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆเมื่อเห็นเขากลับมา หลังจากที่เขาจากบ้านไปทำงานเก็บเงินอยู่เมืองกรุงถึงสองปี

" แววคือฮู้ว่าอ้ายสิมาฮอดเวลานี้ " ชายหนุ่มถามกลับแววตาอ่อนโยน มองใบหน้าสวยได้รูปที่อยู่ตรงหน้าเขา

" เอ๊า..อ้ายทิวบ่ฮู้ติว่าแววมีสัมผัสที่แปด..บอกว่าเอาถุงกระดาษมาพี้ " เธอบอกหน้าตายพร้อมแย่งถุงไปจากมือเขา คำพูดและกิริยาของเธอทำให้ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมาแม้จะดูเหมือนว่าเธอยัง เคืองเขาอยู่บ้างที่ปล่อยให้รออยู่นานแสนนาน แต่ถึงตอนนี้ความสุขภายในใจของแววตาคงมีมากมายไม่ต่างจากเขาเฉกเช่นตอนนี้ เสียงทักทายร้องถามจากคนในหมู่บ้านขณะเดินผ่านมันทำให้ชายหนุ่มรู้ซึ้งถึง ความจริงใจรู้ซึ้งในวิถี เขาไม่ได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้มาแสนนาน แต่วันนี้สิ่งเก่าๆภาพเก่าๆเริ่มคืนสู่กระบวนทัศน์ที่เขาสามารถสัมผัสจับ ต้องได้ ของฝากถูกมอบให้กับคนสำคัญที่มีสัมพันธ์ทางใจ จดหมายทุกฉบับที่แววตาส่งถึงขณะที่เขาทำงานอยู่เมืองกรุงถูกดึงเข้ามาเก็บ ไว้ใต้หมอน ค่ำคืนนี้ชายหนุ่มหลับตาลงด้วยความสุขเกษม เสียงหัวเราะของแม่และพี่ๆฉาบทอหัวใจหลังจากเห็นเขากลับคืนสู่ถิ่น รอยยิ้มของแววตาสาวคนรักโอบอุ้มห่อส่งแรงทอแห่งประกายฝัน ชายหนุ่มหลับไหลไปกับค่ำคืนที่หนาวเย็นภายนอกแต่อบอุ่นไปด้วยไฟแห่งรักอยู่ ภายใน..





…สายหมอกยามเช้าดูขมุกขมัวพราวพร่าง ไปทั่วบริเวณปกคลุมถนนลูกรังสีแดงจนกลายเป็นสีขาวขุ่น บนเส้นทางสายแห่งความคิดฮอดถูกสายหมอกพัดผ่านเห็นพอเลือนลาง เสมือนบรรจงกอดไปด้วยไออุ่นแห่งรัก ถักทอไปด้วยสายใยแห่งความฝัน สายสัมพันธ์แห่งรักถูกก่อร่างสร้างตัว เสมือนตอกเสาเข็มย้ำตรึงติดแน่นจนยากที่จะแยกออกจากกันได้ แม้จะใช้รถเครนขนาด20ตันมาเคลื่อนก็ดูเหมือนจะไม่ขยับติง แต่เมื่อใดที่เธอซูนคิงฉันกลับติงและสั่นไหว ภายในดวงฤทัยกลับเร่าร้อนด้วยความอาทรแห่งคำหวานของอีนางบ้านนา ดั่งสกุณามวลวิหคที่ผกโผบินลงต่ำกระซิบย้ำกับยอดหญ้าให้รู้ว่าแม้วันเวลาจะ ผันผ่านฤดูกาลจะหมุนเวียน แต่ในความรู้สึกยังคอยย้ำเตือนไม่เคยลืมเลือนแม่คนดี..

      เช้านี้ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจที่แช่มชื่นเบิกบาน เขากลับมาทันในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ทิวไผ่ใช้เวลาทุ่มเทเต็มที่กับการช่วยงานแม่และพี่ๆของเขาและอีกสิ่งหนึ่ง ที่ชายหนุ่มไม่เคยลืมก็คือการได้มีส่วนช่วยเก็บเกี่ยวรวงสีทองกับทางครอบ ครัวของแววตาสาวคนรักอีกด้วย แววตาถือว่าเธอเป็นคนขยันพอสมควร แปลงผักหลายๆแปลงบนคูสระน้ำขนาดใหญ่ของเธอถือกำเนิดเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของ เธอเพียงคนเดียวโดยมีสายตาจากบุพการีทั้งสองเพ่งพิศด้วยความชื่นชม การรดน้ำถือเป็นกิจวัตรในยามเย็นของเธอ บัวขนาดย่อม2ใบบรรจุน้ำเต็มเมื่อเทียบกับท่อนแขนที่ขาวเรียวสวยแล้วดูจะขัด ตาของใครหลายๆคนที่พบเห็น แต่เธอถือว่านี่คืองานที่เธอพึงกระทำและเต็มใจที่จะทำ เป็นงานที่เธอชอบ แววตารักที่จะปลูกสิ่งต่างๆและชอบเฝ้ามองดูสิ่งที่เธอปลูกบนผืนดินถิ่นอีสาน ซึ่งเป็นไอดินถิ่นรักที่เธอประจักษ์อยู่ภายในใจ

" แวว..บ่ต้องๆ เดี๋ยวอ้ายซ่อยตักฮดให้เอง " เสียงชายหนุ่มร้องบอกเมื่อมองเห็นสาวคนรักกำลังก้มตักน้ำอยู่ริมสระ พลางเร่งฝีเท้าเข้าหา

" โอ๊ะโอ๊ย..อ้ายทิว.. " เสียงสาวเจ้าร้องขึ้นเมื่อขยับตัวจะลุก บัวที่มีน้ำเต็มใบหลุดจากมือเรียวงามจมดิ่งลงสู่ใต้ก้นสระทันที

" ตู้มมม))" เสียงร่างของทิวไผ่กระทบกับผืนน้ำ เขาดำดิ่งลงลึกเพื่อควานหาบัวคนรักที่กำลังจะลงสู่ก้นบึ้ง โชคเข้าข้างชายหนุ่มเมื่อเขาคว้าเจอพร้อมทะยานตัวขึ้นสู่เหนือผิวน้ำ

" คริ..คริ..อ้ายทิวหนาวบ่จ้า " เสียงสาวเจ้าหัวเราะเอ่ยปากถามชายหนุ่มที่ลอยตุ๊บป่องเสื้อผ้าเปียกปอนมือขวายังกำบัวไว้แน่น

" หนาวหล่ะเนาะแวว..น้ำในสระเย็นคือหยั๋งหนิแถมลมข้างเทิงกะเย็นวอยๆ..เป็น หยั๋งเจ้าของคือบ่จับให้ดีๆแน ดีนะที่แววบ่พลาดตกลงไปนำ " ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความเป็นห่วง ปากเริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด

" เอ๋า..คันแววจับดี แววสิได้เห็นคนลงน้ำติ แววแกล้งปล่อยบัวเองหล่ะ..อยากเห็นคนลงน้ำ อยากให้น้ำในสระมันล้างโตล้างใจคนเมืองกรุงให้มันหล่อน..คริ..คริ.. " เสียงเธอหัวเราะลั่น พลันทำให้ชายหนุ่มต้องอมยิ้มตาม

" แววแกล้งอ้ายอีกแล้วเนาะ..แววเอ๊ย..แหม่นอ้ายสิไปอยู่กรุงเทพ..ไปอ้ายกะไป แต่โตดอก แต่ใจและจิตวิญญาณของอ้ายยังคือเก่ามันสลัดต้นกำเนิดสลัดวิถีเค้าออกจากใจ อ้ายบ่ได้ดอก..จำคำอ้ายไว้เด้อ "

ชายหนุ่มบอก ตาเป็นประกายฉายแววมองคนรักด้วยจิตเสน่หา แม้ตอนนี้ความหนาวเหน็บเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วกายแต่ความอบอุ่นภายในดูจะอุ่นไอ ยิ่งกว่าเมื่อมองเห็นใบหน้าและสายตาของเธอยืนจ้องมองเขาด้วยจิตที่อิ่ม เอม...        






อุ่นไอดินถิ่นรัก  ตีข้าวฟังเสียวสะนูว่าว

...ท้องนภาพราวพร่างสว่างไสวไปด้วยมวลของหมู่ดาว ทอแสงแวววาวระยิบระยับตระการตา ประหนึ่งว่าเทพเทวาเสกสรรปั้นแต่งด้วยอำนาจแห่งมนต์ มองเห็นกลุ่มดาวลูกไก่ทั้ง7ส่องแสงเจิดจรัสบัญญัติด้วยรัศมีอยู่ฟากโพ้น เสมือนแม่ไก่คอยโอบอุ้มคุ้มภัยให้ลูกน้อยด้วยความรักความห่วงใยด้วยสายใจที่ พันผูกโดยมิยอมให่ห่าง   ไม่ไกลกันนักมองเห็นดวงดาวอยู่3ตำแหน่งที่ส่องประกายแสงเป็นรูปไถ  ไกลออกไปอีกฟากนภากาศ มองเห็นดาวประกายพรึกหรือดาวรุ่งดวงใหญ่ทอแสงสว่างไสวอยู่ทางด้านทิศตะวัน ออกเป็นสัญญาณเตือนบอกว่าใกล้รุ่ง เสียงไก่ขันดังก้องกังวานขับขานอย่างรู้หน้าที่อีกไม่นานนักเช้าวันใหม่ก็จะ เข้ามาเยือน  เสียงเขียดน้อยดังแว่วแผ่วเบาเหมือนกับว่าเหนื่อยล้าอ่อนกำลังหมดเรี่ยวแรง กับการทำหน้าที่ขับขานตลอดทั้งคืนและอีกไม่ช้าก็คงจะเงียบเสียงไปในที่สุด  แต่ระยะทางของกาลเวลานี่สิยังเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่เคยหยุด หรืออ่อนล้าเอาเสียเลย      

  .. เพียงไม่นานสายลมเย็นโชยพัดต้องแสงสีทองของเช้าวันใหม่ก็เริ่มฉายขึ้น ท้องนภาค่อยๆเปลี่ยนสีจากความมืดมิดของรัตติกาลค่อยๆคลืบคลานสู่ความสว่าง ไสวแห่งแสงสุริยะ ท้องฟ้าเริ่มถูกโอบไปด้วยแสงสีทองอร่ามตาผสานด้วยสายหมอกจางๆดูน่าชมน่าพิศ มัยยิ่ง  นี่คือผืนดินแห่งทุ่งอีสาน ดินแดนแห่งวัฒนธรรม อารยะ ขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัว เสน่ห์แห่งมนตราที่นำพาทุกอณูแห่งความรู้สึก ที่ล้ำลึก  ตรึงหัวใจให้ประดิพัทธ์เมื่อได้สัมผัสกับแก่นแท้ของดินแดนแห่งอารยะบน พื้นที่ราบสูง.. 





...เสียงนกน้อยร้องเซ็งแซ่ โผผินบินออกจากรังเพื่อหาอาหารยังชีพของมันตามวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต  อากาศยามเช้าดูแสนสดชื่นนัก ต้นข้าวรวงงามถูกแสงโอบจนเกิดประกายทองเลื่อมพลาย สองร่างที่ดูต่างวัยกำลังก้มๆเงยๆสลับปรับเปลี่ยนอริยาบทขึ้นลงอย่างเป็นจัง หว่ะท่ามกลางสายลมที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณท้องทุ่ง แววตาที่มุ่งมั่นถูกผลักดันไปด้วยสรรพสิ่งโดยรอบจึงประกอบให้เกิดความอ่อน โยนอยู่ภายในลึกๆ  แม้อากาศภายนอกจะดูหนาวเย็นแต่กลับเริ่มมีเหงื่อผุดเป็นเม็ดๆจากใบหน้าคม หลังจากที่เขาใช้เวลาอยู่ท้องทุ่งชั่วโมงกว่าๆ





" อีกคนละแทวกะแล้ว บ่น่าสิเกิน30ฟ่อน "  ชายหนุ่มพึมพำออกมาเมื่อกวาดสายตาโดยรอบ  เป็นเช้าวันที่สามแล้วที่ชายหนุ่มขันอาสามาทำหน้าที่ช่วยลุงสุขพ่อของแววตา สาวคนรักเก็บกู้ข้าวซึ่งวันนี้ก็จะแล้วเสร็จเป็นวันสุดท้าย ช่วงบ่ายก็คงน่าจะเก็บฟ่อนข้าวไปรวมไว้ที่ลานได้หมด ต่อไปก็คงจะได้เอาแรงนวดข้าวกันต่อไป

              ผ่านไปประมาณ20นาทีลุงสุขและทิวไผ่ก็จัดการมัดฟ่อนข้าวจนแล้วเสร็จ ประกายรอยยิ้มผุดที่ใบหน้าเล็กน้อยเมื่อกวาดสายตามองเห็นผลงาน ความสุขภายในเริ่มเอ่อล้นเมื่อนึกถึงภาพใบหน้าของแววตา.เสียงหัวเราะคำพูด ที่ชอบกระเซ้าเย้าแหย่เวลาเขานิ่งเงียบมันทำให้เธอดูมีเสน่ห์ชวนหลงยิ่ง


" ทิวเอ๊ยทิว..ป๊ะ.กลับบ้านไปกินข้าวก่อนค่อยเมืออาบน้ำเด้อ "  เสียงลุงสุขร้องบอกปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์  ใบหน้าคมเปื้อนยิ้มมองชายร่างเล็กที่แกร่งด้วยประสบการณ์ชีวิตอย่างนอบน้อม เขาเคารพนับถือลุงสุขเฉกเช่นพ่อของเขาอีกคน  ชายต่างวัยเดินบ่ายหน้าตามคันนามุ่งสู่บ้าน..ไอจากสายหมอกจับค้างพรมผืนต้น หญ้าจนเกิดความชื้นแฉะเมื่อสองเท้าลุยฝ่า..ชายหนุ่มแกล้งเตะเท้าหยอกเล่นไป มาเมื่อเห็นต้นหญ้าบางกอยังมีเม็ดน้ำเกาะเกี่ยวหนา ใบหน้าและแววตาเริงร่าเมื่ออิสระทางใจไร้สิ่งยึดติด.




" ตุ๊บ.ตั๊บ.ตุบ.ตั๊บ.ตุ๊บ.ตั๊บ "   เสียงจังหวะการฟาดของชายต่างวัย4-5คนดังแน่นสลับกันไปมาท่ามกลางแสงจันทร์ฉายแห่งรัตติกาล


 " ตื๊ดดด..ตือออ..ตื๊ดดด..ตือออ..ตื๊ดดดด..ตือ "  เสียงธนูว่าวดังหนัก-แผ่วขึ้นลงตามกระแสลมบน เดือนใสแจ้งสามารถมองเห็นเจ้าของเสียงที่อยู่ข้างบนได้โดยง่าย


    สายลมหนาวแผ่ซ่านพัดโอบล้อมไปทั่วบริเวณส่งผลให้เกิดก่อกองไฟไม่ห่างจากลาน ข้าวนัก การฟาดข้าวนิยมฟาดตอนกลางคืนเนื่องจากอากาศไม่ร้อนพลอยทำให้เพลินไปด้วย ลานข้าวของลุงสุขถือว่าขนาดปานกลางแต่เมื่อเทียบกับผืนไร่นาทีทำนั้น ต้องยอมรับว่าผลผลิตที่ได้ดูจะมากโข รวงข้าวที่ใหญ่เม็ดงามผ่านการเอาใจใส่ดูแลด้วยภูมิปัญญาแห่งวิถี มูลสัตว์ขี้วัวขี้ควายแห้งถูกโปรยหว่านในช่วงหน้าแล้งเพื่อปรับปรุงผืนดิน ส่งผลให้ให้ก่อเกิดเลอเลิศด้วยผลดีนักเชียว


 " อ้ายทิว..เหมื่อยกะพักกินน้ำก่อนจ้า..เบิ่งซงคือฟ้าวแท้..ย้านผู้อื่นเพิน ยาดตีเหมิดก่อนติ..คริ คริ "   เสียงใสของแววตาทำให้ใบหน้าชายหนุ่มเปื้อนยิ้ม..นึกขำกับประโยคของเธอ  เม็ดเหงื่อชุ่มเสื้อจนเริ่มเปียกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องแสงจันทร์แต่มัน เป็นเม็ดน้ำจากความเอื้ออาทรภายในที่ทิวไผ่เต็มใจทำเพื่อครอบครัวของคนที่ ตัวเองรัก ชายหนุ่มเก็บไม้ขึ้นพาดที่คอ สายตาสาวเจ้าร่างงามระหงจับจ้องมองอย่างนึกขัน


" เฮ็ดคือเนาะคน..เอาไม้หนีบคอเจ้าของกะเป็น..นี่จ้าน้ำอ้ายทิว..นั่งเซา เหมื่อยก่อน "  สาวเจ้าบอกพร้อมยื่นขันน้ำส่งให้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข   ทิวไผ่รับขันน้ำพร้อมกับนั่งลงข้างๆ สายตามองลอมข้าวที่ตอนนี้ถูกฟาดหายไปเกือบครึ่ง..ไม่เกินสามชั่วโมงน่าจะ แล้วเสร็จ



" โอ๊ยยย.เนาะ..ตีข้าวนี่จั่งแหม่นเหมื่อยคิงเด้..ได้นอนหนุนตักคนฟังเสียงธนู ว่าวคือสิเซาเหมื่อยเนาะ "  ทิวไผ่เอ่ยยิ้มๆ สายตาชำเลืองดูสาวเจ้าด้วยอาการเย้าหยอก


" ตุ๊บ "  เสียงกำปั้นน้อยแต่ดังแน่นฟาดเข้าที่หลังชายหนุ่มไปหนึ่งทีทำให้เขาต้องหัวเราะลั่น


" โอ๊ย..คนเอ๊ย..มือน้อยๆหยั๋งมาฟาดแฮงแถ่ะ..สมพ้อเพินฟาดข้าวสะนุเเล้วเร็ว เนาะ..อ้ายตีข้าวนำกะบ่ทันแหม๋ ฮ่าๆๆ "  ทิวไผ่หัวเราะชอบใจสายตามองคนรักด้วยความอ่อนโยน..


" เอ๊า..คันแววหมัดบ่หนักสิเอาคนอยู่ติจ้าอ้ายทิว..จั๊กทิวไผ่สิกลายเป็นทิว ไผ๋หล่ะ..แต่คันมาเจอกำปั้นน้อยๆของแววรับรองหลบเป็นแถวจ้า คริ คริ "  หญิงสาวเย้าพร้อมชำเลืองมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอุ่นอิ่มด้วยความ รัก หน้าขาวอมชมพูเกิดอาการแดงเล็กน้อยเมื่อต้องแสงจันทร์ฉายมันทำให้เธอน่าพิศน่ามองยิ่ง..


                         บทเนื้อเรื่องโดย.. อีเกียแดง แห่งรัตติกาล

ผญาเศร้าเหงาหวาน 8 (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)


โอน้อ ย้อนความจน..ข้นแค้น สายแนนเกี่ยวบ่เทียวเถิง
เส้นทางเดินเลยเขินขัด หนักอยู่ในจนใจท้อ
บุญบ่พอสิก่อค้ำ ดั่งวงกรรมได้นำก่าย
ดึงจ่องกายหมายจ่องเกี้ยว ดั่งเทียวย้ำให้ฮ่ำฮอน นี่แหล๊ว

โอยน้อ เหล่นละครตอนไกลบ้าน ออกเดินหย่างสู่ทางจร
บินแรมรอนนอนอย่างกา หากินจรไร้คอนเค้า
ไปอยู่เซาเอาเหงาซ้น ดั่งคนเมืองหวังเตื้องต่อ
เพื่อคนรอได้พอใซ้ คนไกลใกล้ได้เพิ่งพิง
หากคืนได๋หัวใจนิ่ง ประวิงคิดสถิตย์ตรอง
เหลียวเห็นคองมองเห็นหลัง หวังคืนทางแต่ปางเค้า
คิดฮอดมารดาเจ้า อีกพ่อเฮาเล่าเป็นห่วง
โอยน้อ อยู่จั่งได๋ยามไกลล่วง เป็นห่วงเเท้อยากแหว่คืน แท้แหล๊ว
.........................................................................
นี่หล่ะเนาะ ชีวิตเฮามันเลือกเกิดบ่ได้ แต่สิ่งที่เฮาเลือกได้กะคือเลือกที่สิเป็นคนดี บ่เฮ็ดให้ไผเดือดร้อน ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนบ่ท่อกัน แต่ละคนกะเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างกันไป นี่หล่ะครับคือบทละครชีวิต จั่งได๋เถิงเฮาสิมีบ่ท่อเทียมในด้านความเป็นอยู่ แต่เซื่อว่าพี่น้องอีสานบ้านเฮาจิตใจสูง โอบเอื้ออารีย์ที่ดีต่อกัน
  สักมื้อหนึ่งเฮากะสิหวนคืนสู่แผ่นดินเกิดและคืนสู่คนอันเป็นที่รักแน่นอน ผมเองกะคือกัน
" เถิงเฮาเลือกเกิดบ่ได้ แต่เฮาเลือกที่สิเป็นคนดีได้ " สู้ต่อไปครับ
อีเกียแดง แห่งรัตติกาล





ย้านเด้น้อ...
ย้านหัวใจดวงน้อย ไปหลอยลักมักงามขำ
ย้านคิดนำแต่ทางเขา จนเบาหวานทะยานพุ่ง...เบ๊ย
ย้านว่าสูงเกินกั้น กำแพงฝันนั่นเกินค่า
ย้านบ่าวนาผลาน้อย บ่พลอยได้สิฮ่วมเฮียง

คำเอ๊ย..
ย้านเป็นเพียงอีเกียน้อย ได้ลอยเหวิ่นตกเวิงหนาม
ย้านหงส์งามบินกลาย ขี่หยายลงใส่พงพื้น
ย้านว่าฝืนบ่คืนได้ แนวหัวใจมันใกล้ป่วง
ย้านตกบ่วงฮักฮ้าง พงหนามเกี้ยวสิเหนี่ยวพัน แท้แหล๊ว

ภาพและบทผญา อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
จักว่าย้านหยังกะด้อกะเดี้ยนี่กะดาย ย้านหลายกะหนีไปนอนนาพุ้น แหน่ะ! ไปนอนนากะย้านผีหลอกอีกหล่ะ แห่ะๆ โอยเนาะ







" พี่น้องเอ๊ย..ทุกข์เพินบ่ว่าดี มีจั่งว่าพี่น้อง ลุงป้าค่อยว่าหลาน "

คำโบราณเพินว่าไว้ ได้ไขกล่าวแต่คราวหลัง
กะว่ายัง.เห็นจริง อิงค่าคำ..ดั่งนำซี้
ยามมั่งมีเขาดีด้วย ยามร่ำรวยเขาดีดั่ง
สนุกฟัง..เสียงย้อง ทั้งผองญาติมากหมู่มี ซั้นแหล๊ว

ยามทุกข์จนเขาซ้นลี้ แล่นหนีซบ.หลบคำจา
เฮาเป็นหมาโดยว่าพลัน ถืกเขาหยันบ้างมองเย้ย
คำเฉลยที่เคยอ้าง กะหมางเมินจนเกินกู่
เปรียบหมาหมูเป็นหมู่จ้อย คอยแต่ย้านสิผ่านเฮือน

โอน้อ คำว่าคน!มันวนเคลื่อน เหมือนคำเอ่ยดั่งเคยจา
กิเลสมาบังบด จนคดงอต่อใจซ้ำ
แสวงนำแต่ทำอ้าง หลอยหาทางสิกินต่อ
ความดีเขาเซาเหลียวพ้อ นี่บ้อเจ้า.พวกเหล่าคน เอ๊ย

ภาพและบท #ผญา  #อีเกียแดง แห่งรัตติกาล






โอน้อ จากบ้านนามาอยู่ยั้ง นิคมฝั่งเมืองหลวง
หวังให้ดวงจ่องนำ พอหล่ำมองเห็นคองบ้าง
สู้ต่องานจนตางท้อ บ่พอเห็นเช่นดังว่า
กำลังแขนกะแฮ่งล้า ทางข้างหน้าเริ่มว่ามัว แท้แหล๊ว

สิลองไปให้สุดขั้ว หัวใจว่าให้พาหยุด
หากว่าสุดกำลัง สิเอาหยั๋งหล่ะคงไว้
เหลือฮอยใจไว้ต่อตั้ง เหลือฮอยหลังไว้ต่อแน
อย่าบืนนำทำจนแย่ สิเกินแก้แท้ห่าลุน

หนทางไกลในภายพุ้น หากบุญก่อคงยอเสริม
หากทางเดินมันเขินขัด สิอ่วยกลับหล่ะคืนบ้าน
คืนอีสานบ้านนาเค้า เอาเสียงลำนำเกี้ยวกล่อม
เติมหัวใจให้เต็มพ้อม ถนอมตุ้ม..ให้ซุ่มงาม ถ่อนแหล๊วครับ

สุขใดไหนสิถ่อบ้านเฮาเนาะ สู้งานไกลหัวใจท้อ กะงอโค้งอ่วยคืนครับ สุขสดใสสดชื่นทุกคนครับ
ภาพและบท #ผญา  #อีเกียแดง แห่งรัตติกาล