Powered By Blogger

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ผญาเศร้าเหงาหวาน 6 (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)



โอน้อ ลมสะบัดพัดพลิ้ว จากทิวป่าหัวนาดอน
สะออนในหัวใจ เห็นเมฆไหลลอยเคลื่อน
อาทิตย์เลือนสิลาร้าง ฝากฮอยจางบ่หมางถิ่น
ขอไปยิลฝ่ายก้ำ สิคืนย้ำหล่ะต่าวมา ซั้นว๊า

โอน้อ เสียงพิณดังอยู่ฝั่งฟ้า ผญาหม่วนยังชวนขับ
แคนสลับขับลายทาง ผสานคำดั่งนำเกี้ยว
ดั่งเจ้าเทียวว่าอ้าง อย่าหมางเมินจนเกินกู่
ให้ยอซูอยู่ถิ่นเค้า พิณแคนเว้าเล่าสู่ฟัง อยู่เด้อครับ

ภาพและบท #ผญา #อีเกียแดง แห่งรัตติกาล










โอน้อ ข้าวใบเรียว..เขียวอ้าง คิดฮอดนางแท้เด้อุ่น
เจ้าเคยหนุนตักอ้อน เสียงวอนแว่ว..อยู่นา
.....................................................
คำเอ๊ย ไปอยู่ไกลในเมืองฟ้า เจ้าลืมค่าว่าฮอยฝัน
เจ้าลืมวันที่ผันกลาย เจ้าลืมชายที่หมายอ้อน ..แล้วบ้อ
ไปออนซอนอมรฟ้า เจ้าลืมนาจนป๋าถิ่น ..แล้วหรือ
โอยน้อ เถียงนาน้อยคอยถวิล หนุ่มชาวดินยังยิลย้อง.
.....รอน้อง.หล่ะอ่วยมา อยู่เด้หล่า.....

ภาพและบท #ผญา #อีเกียแดง แห่งรัตติกาล








โอน้อ เสียงพิณดังฟังเสียงอ้อน จากดอนถิ่นได้ยินไกล
ฝากเสียงใสในลมฝน ปนเสียงแคนดั่งแทนอ้าง
สู่สาวนางผู้หวานลิ้น ได้กลิ่นฮอยบ้อกลอยอุ่น
ขะแยงหอมกล่อมทุ่ง ลอยฟุ้งมุ่งสู่เมือง

คำเอ๊ย ยังเห็นฮอยคอยเห็นเรื่อง เจ้าเนืองคิดสถิตย์ตรอง อยู่บ้อ
วิถีคองเจ้ามองเห็น เช่นดังคำที่นำอ้าง เบาะ
หรือหนทางเจ้างามแล้ว แนวสิ่งได๋สมใจว่า
ผลานำอยู่ก้ำฟ้า ได้พาเจ้าสู่เหล่าควร แล้วบ้อ

โอน้อ หากว่าสมบรมล้วน ในมวลสิ่งอ้ายยินดี
ฝากวจีที่ว่าควร ตามลมหวนสู่นวลน้อง
ให้สมคองที่ปองวาด ให้สมปรารถนาอุ่น
สายทางบุญเป็นทุนน้อม ถนอมตุ้มให้ซุ่มงาม เด้อหล่า

โอน้อ หล่ะหากมื้อได๋หัวใจช้ำ ให้นำพิศ..มองกลับ
ให้สดับจับค่าฮอย เด้อกลอยคำ...อ้ายนำอ้าง
ให้คืนทางอีสานก้ำ เหลียวนำทางอีสานแน
พี่ซายยืนอยู่แพ้แว้ แลแต่ทางอยู่พ้อว้อ รอเจ้า..เล่าอ่วยคืน อยู่เด๊

ภาพและบท #ผญา #อีเกียแดง แห่งรัตติกาล







หล่านางเอ๊ย นั่งเหลือใจอยู่ในห่อง(ห้อง) มองภาพถ่ายแต่ภายหลัง
น้ำตาพังไหลรด หดฮ้าดหมอนที่นอนพื้น
บ่อยากฝืนน้อใจเว้า บ่อยากเอาน้อใจว่า
ปล่อยน้ำตาคนค่าด้อย ให้หลอยฮ้าดสาดที่นอน

คำเอ๊ย หัวใจหลอนจนนอนล้ม มันขมต่อน้อความหมอง
บ่ได้จองผั่นครองเอา ดั่งว่าเมาจนเฉาพ่าย
มันคงสายเกินแล้ว แนวว่าคนบ่สนฮ่วม นี่แหล๊ว
ขอแขวนนวมสวมสิทธิ์แพ้ บ่แวโค้งอ่วยคืน ดอกหล่า

โอน้อ อีกบ่โดนกะคงฟื้น สิยืนเดี่ยวเทียวทางจร
ชายปอนปอนถืกสอนมวย จากคนสวยที่รวยล้ำ
ขอเก็บคำแล้วจำไว้ ขอเก็บใจแล้วจำจื่อ
หน้าซือซือคือจั่งอ้าย ถือสิทธิ์พ่ายย้อนหน่ายเมิน.
.เจ้าเดินย้ายอ้ายหม่ายเพ..โอยเนาะ

ภาพและบท #ผญา   #อีเกียแดง แห่งรัตติกาล


วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ผญาเศร้าเหงาหวาน 5 (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)




โอน้อ ดอกแคบานทางท่งก้วง .หัวใจห่วงคนิงเถิง
นั่งอยู่เทิง.เถียงนา. สายตามองหล่ะพ่องกลุ้ม
ปานไฟสุมรุมเข่า(เข้า) ใจบ่เซาเล่าคิดฮ่ำ
คนึงนำบ่เว้น เห็นฮอยเค้าเจ้าแหว่เวียน

หล่าเอ๊ย.. เหลือแค่เพียงฮอยฮ้าง ที่เคยหย่างบนทางหมอง
เจ้าลืมคองบ่มองเห็น กะแหม่นเวรหล่ะของอ้าย
หัวใจชายได้หมายช้ำ ระกำโทรม..มันโหมก่อ
ไปหลงงอเงินจ้อย ถิ่มฮอยฮ้าง..กลางท่งนา
โอยน้อ ปีใหม่วนดั่งคนบ้า เสียงเขาส่าเข้ามาหลอน
สาวบ้านดอนป่อนสัมพันธ์ ให้หนุ่มจันบุรีแล้ว โอยเนาะ
บ่มีแววสิคืนก้ำ คำสัญญากะป๋าปล่อย
เห็นแต่ฮอยที่คอยอ้าง ทางแคต้นให้บ่นครวญ ซั้นแหล๊ว
..................................................................................
" อดเอาติ๊ลูกหล่า เฮามันชาวนาขาหม่น เขาบ่สนกับเฮาดอก "
เป็นประโยคที่เหมือนจะทิ่มแทงจี๊ดเข้ากลางใจ แม้ชายหนุ่มจะรู้ดีว่านี่คือคำปลอบประโลมจากผู้เป็นแม่ แต่ก็หวนนึกถึงคำพูดไม่ได้ ก็ใช่สินะ เรามันชาวนาป่าโคกนับประสาอะไรจะไปสู้กับหนุ่มสวนยางสวนผลไม้เขาได้ และมันก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ เพราะเธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกกับอนาคตที่ดี แต่ก็นึกน้อยใจไม่ได้ว่าทำไมเธอไม่บอกลาสักคำ ปล่อยทิ้งคำสัญญาหนุ่มนาอย่างเขารอเฝ้าอยู่ทุกค่ำเช้า
" เฮ้อเนาะ "
เสียงชายหนุ่มทอดถอนลมหายใจเฮือกใหญ่พร้อมขยับตัวลุกยืน เถียงนาเก่าที่ซ่อมซ่อสั่นไหวด้วยแรงโน้มจนชายหนุ่มต้องนิ่ง สักพักเขาก้าวลงสู่เบื้องล่างพลางชำเลืองสายตาไปที่ต้นแคที่กำลังออกดอกสีขาวอยู่ใกล้บ่อน้ำ ภาพใบหน้าของคนเคยใกล้ล่องลอยเข้าวนเวียนในสมองจนต้องสะบัดหน้าหนี
สายลมหนาวพัดยาวน้าวโน้มทิวไม้ให้ไหวติง เสียงกอไผ่ดังอี๋อ๋อเมื่อถูกสายลมล่อ นี่หล่ะหนอลมหนาวทุกสิ่งกำลังถูกหน่วงน้าวแผ่ลึกดั่งตกผลึกในจนใจหวั่นให้พรั่นพรึง
เขาขยับร่างชำเลืองพลางเดินพลางไปที่บ่อน้ำข้างหน้า กวาดสายตามองเห็นแผ่นตมที่นำขึ้นมาจากก้นบ่อหลังจากที่สูบน้ำจับปลาออกหมดแล้ว ณ ตอนนี้โคลนที่เคยเหลวแปลเปลี่ยนสภาพแห้งเป็นแผ่นผืน เมื่อโดนลมหนาวพัดกัดกร่อนด้วยคาร์บอนแห่งแสงก็เกิดปฏิกิริยาแตกปริเป็นช่องหลืบ
" เขียดขาคำ ตั๊วนั่น "
ชายหนุ่มครางในลำคอ ส่อสายตามองลึกใต้ผลึกตม ตอนนี้เจ้าเขียดน้อยมองมั่นไม่หวั่นไหวดั่งเยาะเย้ยถากถาง " สมน้ำหน้าแนบักคนผู้ฮ้าย จื่อบ่ "
ชายหนุ่มหน้าเศร้ามองเจ้าเขียดตัวน้อยดั่งคอยเยาะเย้ยถากถาง
" เย้ยกะบ่เย้ยซือซือ มันนั่งตีคิ้วล่อเลียนเสย หึยยยบักอั่นนี่ ฮึ่มมม..มึงงงง.. กูสิจับมึงไปต้มใส่ใบบักขาม"

ขอบคุณรูปภาพสวยๆครับ
บทผญาเนื้อเรื่อง อีเกียแดง แห่งรัตติกาล





ลูกเอ๊ย มาบตาพุดฉุดเหนี่ยวรั้ง หรือหยั๋งเกี่ยวจั่งเทียวจร แถ่ะคำ
เจ้าห่างคอนตอนยามฝน จนหนาววนหล่ะมาแล้ว
แหม่นหลงแนว..ได๋หล่า ไผ๋นำพาว่าหยั๋งอุ่น
แม่ส่องทางหย่างจนวุ่น ทูนหัวเจ้าบ่เหล่ามา แท้ว๊า

โอน้อ ข้าวอยู่นากะว่าลม ลมโหมหน่วงจนฮวงไกว
ปลาอยู่ในนาหนอง กะหมองตรมบัดลมย้อน
กระเดาซอนดอกอ่อนแล้ว แก้วตาคำหลงนำอ่าว
ไปงมซาวบ่อ่าวโอ้ โสลืมบ้านจนห่างเมิน แท้น้อ

หล่าเอ๊ย หากได้ยินเสียงเอิ้น ของแม่..ให้แวกลับ แนเด้อ
อย่ามัวหลับจับทางหลง เสียงแม่คงหล่ะออยเอิ้น
อย่าหย่างเพลินจนเดินเลี้ยว แม่กะเหลียวแต่ทางส่อง
มือจับเคียวคอยเหลียวจ้อง ประคองร่างจนย่างเซ แล้วเด้..

โอยเนาะ ข้าวกะล้มอิแม่เอ๊ย คนซ่อยกะบ่มีหนีลงไปเฮ็ดงานเหมิด เงินกะบ่ส่งมาให้ คิดไปคิดมากะน้ำตาสิไหลหัวใจกะสวอย ลมวอยๆหัวใจกะลอยคิดฮอดลูก


บทผญา อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
ขอบคุณภาพงามๆครับ






โอน้อ ฝากเสียงแคนแทนคำอ้าง เถิงคนห่างอยู่ทางไกล
ฝากลมหนาวเล่าทักทาย เถิงทรามวัยผู้ไกลเยิ้น
หล่ะ หนทางเดินมันเขินฮ้าง หรือหนทางมันงามค่อง น้อหล่า
จั่งเงียบหายไปลอยล่อง บ่คืนท้องหล่ะถิ่นเฮา

คำเอ๊ย ข้าวอยู่นาว่าขึ้นเล้า แต่เจ้าบ่หล่ะคืนกลับ น้อ
ทำงานไกลไปไลลับ บ่หวนกลับหล่ะคืนบ้าน
ลืมอีสานบ้านดอนเค้า เจ้าลืมเงาเล่าบ้ออุ่น
ฝากเสียงแคนแทนคำหนุน ฝากคำปรุงกล่อมเกี้ยว ให้นางเลี้ยว อ่วยคืน แนน๊า

ขอบคุณภาพวิถีงามๆไปนำ
@ อีเกียแดง แห่งรัตติกาล











โอน้อ ทุ่งรวงทองยืนก่องก้ม ลมหนาวหล่วงเห็นฮวงไกว
หมอกแซมใบในลมหนาว สีขาวนวลดั่งชวนอ้อน
นกเขาคอนอยู่ดอนด้าว ขันเอิ้นสาวดังจ้าวเหล่ง(เร่ง)
ดังบทเพลงกล่อมทุ่ง ลอยฟุ้งมุ่งสู่เมือง

หล่าเอ๊ย ยังเห็นฮอยคอยเห็นเรื่อง ยังเตื้องต่ออยู่บ้อใจ
หรือว่าไกลในทางเทียว จนบ่เหลียวหล่ะคืนพ้อ
หรือติด ง. จนบ่โค้ง ติดกงเงินจนเกินเกินกู่ แล้วบ้อ
ปล่อยท่งทองให้หมองอยู๊ นกเขากู่ขันฮ้อง มองหาเจ้าแหม่นเหล่าเลือน แท้แหล๊ว
........................................................................
ผมหลับตาพริ้มสูดกลิ่นไอแห่งความสดชื่นเข้าเต็มปอดอยู่ฟอดใหญ่

" เอ๊ะ ยังไงนี่ "

" หล่าเอ๊ย พากันไปขุดอี๊ปูมาอ่อมแนไป๋ " เสียงแม่ร้องบอกขณะก้มเกี่ยวข้าวต่อ

" คับอี๊แม่ "

ผมขานรับพร้อมจับเสียมน้อยวิ่งลอยลิ่วสู่ทุ่งกว้าง
กลิ่นไอของภาพเก่าลอยเข้าสมองดั่งคอยเล่าเรื่องให้ชำเลืองตาม วิถีเมื่อวัยเยาว์ช่างดูเย้ายวนชวนหน้าหลงไหล มันช่างดูห่างไกลเช่นในตอนนี้จนพี่แทบสวอย ร้องอ่อยๆ นั่งหงอยแล้วคอยจอบดู เฮ้อ ...


ภาพและบทผญา  อีเกียแดง แห่งรัตติกาล

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ผญาเศร้าเหงาหวาน 4 (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)


โอยน้อ นกจิบเฟียงส่งเสียงแจ้ว จากแทวท่งทางเถียง
หญ้าเอนเอียงเสียงลมพัด สะบัดไหวในภายพื้น
เถียงนาครืนยืนเซซ้าย บัดลมกลายได้หมายเกี่ยว
คนใจเปลี่ยวยืนเทียวย้ำ ฝากคำต้านหล่ะผ่านลม

ลมเอ๊ย ฝากเถิงคนเคยแนบ อิงแอบต่อน้อทางใจ
เจ้าจากไปในวันหนาว สู่ทางดาวที่พราวพริ้ง
สัญญาอิงเคยพิงแนบ เจ้าแอบลืมหรือได๋หน่อ
ลืมคนรอหล่ะบ้อเจ้า ลืมคำเว้าดั่งเก่าเคย แล้วบ้อหล่า

อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
ขอบคุณภาพงามๆครับผม










หล่าคำเอ๊ย สัญญาคำบ่นำอ้าง ย้อนเป็นต่างหล่ะทางใจ
วาจาไขในทางกลับ หานับคำหล่ะดีได้
หล่ะแนวว่าใจของเจ้า มีแต่เขาทุกเซ้าค่ำ ซั้นแหล๊ว
การกระทำมันนำฮู้ เถิงกู่ฮ้องบ่ฮ่อนยิล ดอกเด

สาวเอ๊ย ลบสาฮอยปล่อยให้สิ้น เอาดินยัดอัดลงตม
ปล่อยความขมให้จมดัก สลักลงแหม่นตรงนี่
หล่ะคันไปดีแหม่นดีด้วย คันไปสวยเห็นด้วยอุ่น
บัดห่าลุนบุญบ่เอื้อ อย่า!เมือโค้งหล่ะต่าวมา อีกเด้อหล่า

กว่าจะรักกันผูกพันจนถึงวันนี้ต้องผ่านทั้งเรื่องร้ายและดีมาแค่ไหน
จนวันนี้…แค่เรื่องเล็กๆที่ต่างไม่เข้าใจจะ ปล่อยมือจากกันไปทบทวน “หัวใจ” ดีแล้วหรือยัง?

@อีเกียแดง แห่งรัตติกาล







ชายเอ๊ย ข้าวอยู่นาว่าขึ้นเล้า กระเดาห่อจนพอขม
ปลากะวนคืนกลับ สลับทางแต่ปางพุ้น
ลมหนาวหมุนหล่ะมาต้อง จนว่าคลองเริ่มข่อนแอ่ง
อ้ายไปแยงสาวโก้ โสวางน้องให้ส่องทาง แท้น้อ

ชายเอ๊ย คำสัญญาที่ว่าอ้าง แต่กาลเก่าดอกคราวหลัง
คำหวานยังผ่านหู ลงสู่ใจบ่ไลร้าง
อ้ายห่างทางกะต่างจ้อย ฮอยสัมพันธ์บ่ฝันก่อ
โอยน้อ ได้แต่นั่งค่อม่อ รอทางอ้ายผู้หน่ายเมิน

โอน้อ ฝากสายลมหล่ะนำเอิ้น แหม่นเพลินต่อน้อแนวได๋ น้อชาย
หล่ะจั่งบ่หมายคืนกลับ หรือหลับหลงดังคงเว้า
ลืมกระเดารสขมน้อย ลืมฮอยหลังบ่ตั้งเที่ยง
หลงสำเนียงเสียงหวานอ้อน หลงคอนบ้านจนห่างเมิน แท้บ้ออ้าย โอยเนาะ

อีเกียแดง แห่งรัตติกาล







โอน้อ สายลมหนาวพัดยาวเยิ้น ดั่งเอิ้นต่อน้อคนไกล
หญ้าเอนไหวไกวอ่อนนำ ดั่งส่งคำ..นำเอื้อน
อย่าลืมเลือนเสมือนย้ำ อย่าลืมคำให้จำก่อ
อีสานรอ..มาต่อเค้า ดั่งลมน้าวที่อ่าวครวญ

พี่น้องเอ๊ย..พิณแคนดังยังมากล้วน โปงลางหม่วนชวนเสนาะ อยู่เด้อ
เสียงลำขานกังวานเพราะ เสนาะหูสู่ทางเค้า
อีสานเฮาเขาส่าย้อง วิถีคองน้อมสมค่า
ฮีตและศิลป์ยินก้องหล้า สมคำค่า..ว่างาม แท้แหล่๊วครับ

...............................................................................

สายลมหนาวพัดต้อง แสงสีทองของเช้าวันใหม่ก็เริ่มฉายขึ้น ท้องนภาค่อยๆเปลี่ยนสีจากความมืดมิดของรัตติกาลค่อยๆคลืบคลานสู่ความสว่าง ไสวแห่งแสงสุริยะ ท้องฟ้าเริ่มถูกโอบไปด้วยแสงสีทองอร่ามตาผสานด้วยสายหมอกจางๆดูน่าชมน่าพิศ มัยยิ่ง นี่คือผืนดินแห่งทุ่งอีสาน ดินแดนแห่งวัฒนธรรม อารยะ ขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัว เสน่ห์แห่งมนตราที่นำพาทุกอณูแห่งความรู้สึก ที่ล้ำลึก ตรึงหัวใจให้ประดิพัทธ์เมื่อได้สัมผัสกับแก่นแท้ของดินแดนแห่งอารยะบน พื้นที่ราบสูง.

...เสียงนกน้อยร้องเซ็งแซ่ โผผินบินออกจากรังเพื่อหาอาหารยังชีพของมันตามวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต อากาศยามเช้าดูแสนสดชื่นนัก ต้นข้าวรวงงามถูกแสงโอบจนเกิดประกายทองเลื่อมพลาย สองร่างที่ดูต่างวัยกำลังก้มๆเงยๆสลับปรับเปลี่ยนอริยาบทขึ้นลงอย่างเป็นจัง หว่ะท่ามกลางสายลมที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณท้องทุ่ง แววตาที่มุ่งมั่นถูกผลักดันไปด้วยสรรพสิ่งโดยรอบจึงประกอบให้เกิดความอ่อน โยนอยู่ภายในลึกๆ แม้อากาศภายนอกจะดูหนาวเย็นแต่กลับเริ่มมีเหงื่อผุดเป็นเม็ดๆจากใบหน้าคม หลังจากที่เขาใช้เวลาอยู่ท้องทุ่งชั่วโมงกว่าๆ

" อีกคนละแทวกะแล้ว บ่น่าสิเกิน30ฟ่อน " ชายหนุ่มพึมพำออกมาเมื่อกวาดสายตาโดยรอบ เป็นเช้าวันที่สามแล้วที่ชายหนุ่มขันอาสามาทำหน้าที่ช่วยลุงสุขพ่อของแววตา สาวคนรักเก็บกู้ข้าวซึ่งวันนี้ก็จะแล้วเสร็จเป็นวันสุดท้าย ช่วงบ่ายก็คงน่าจะเก็บฟ่อนข้าวไปรวมไว้ที่ลานได้หมด ต่อไปก็คงจะได้เอาแรงนวดข้าวกันต่อไป

ผ่านไปประมาณ20นาทีลุงสุขและทิวไผ่ก็จัดการมัดฟ่อนข้าวจนแล้วเสร็จ ประกายรอยยิ้มผุดที่ใบหน้าเล็กน้อยเมื่อกวาดสายตามองเห็นผลงาน ความสุขภายในเริ่มเอ่อล้นเมื่อนึกถึงภาพใบหน้าของแววตา.เสียงหัวเราะคำพูด ที่ชอบกระเซ้าเย้าแหย่เวลาเขานิ่งเงียบมันทำให้เธอดูมีเสน่ห์ชวนหลงยิ่ง


" ทิวเอ๊ยทิว..ป๊ะ.กลับบ้านไปกินข้าวก่อนค่อยเมืออาบน้ำเด้อ " เสียงลุงสุขร้องบอกปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ ใบหน้าคมเปื้อนยิ้มมองชายร่างเล็กที่แกร่งด้วยประสบการณ์ชีวิตอย่างนอบน้อม เขาเคารพนับถือลุงสุขเฉกเช่นพ่อของเขาอีกคน ชายต่างวัยเดินบ่ายหน้าตามคันนามุ่งสู่บ้าน..ไอจากสายหมอกจับค้างพรมผืนต้น หญ้าจนเกิดความชื้นแฉะเมื่อสองเท้าลุยฝ่า..ชายหนุ่มแกล้งเตะเท้าหยอกเล่นไป มาเมื่อเห็นต้นหญ้าบางกอยังมีเม็ดน้ำเกาะเกี่ยวหนา ใบหน้าและแววตาเริงร่าเมื่ออิสระทางใจไร้สิ่งยึดติด.

..................................................................................

" ตุ๊บ.ตั๊บ.ตุบ.ตั๊บ.ตุ๊บ.ตั๊บ " เสียงจังหวะการฟาดของชายต่างวัย4-5คนดังแน่นสลับกันไปมาท่ามกลางแสงจันทร์ฉายแห่งรัตติกาล


" ตื๊ดดด..ตือออ..ตื๊ดดด..ตือออ..ตื๊ดดดด..ตือ " เสียงธนูว่าวดังหนัก-แผ่วขึ้นลงตามกระแสลมบน เดือนใสแจ้งสามารถมองเห็นเจ้าของเสียงที่อยู่ข้างบนได้โดยง่าย


สายลมหนาวแผ่ซ่านพัดโอบล้อมไปทั่วบริเวณส่งผลให้เกิดก่อกองไฟไม่ห่างจากลาน ข้าวนัก การฟาดข้าวนิยมฟาดตอนกลางคืนเนื่องจากอากาศไม่ร้อนพลอยทำให้เพลินไปด้วย ลานข้าวของลุงสุขถือว่าขนาดปานกลางแต่เมื่อเทียบกับผืนไร่นาทีทำนั้น ต้องยอมรับว่าผลผลิตที่ได้ดูจะมากโข รวงข้าวที่ใหญ่เม็ดงามผ่านการเอาใจใส่ดูแลด้วยภูมิปัญญาแห่งวิถี มูลสัตว์ขี้วัวขี้ควายแห้งถูกโปรยหว่านในช่วงหน้าแล้งเพื่อปรับปรุงผืนดิน ส่งผลให้ให้ก่อเกิดเลอเลิศด้วยผลดีนักเชียว


" อ้ายทิว..เหมื่อยกะพักกินน้ำก่อนจ้า..เบิ่งซงคือฟ้าวแท้..ย้านผู้อื่นเพิน ยาดตีเหมิดก่อนติ..คริ คริ "

เสียงใสของแววตาทำให้ใบหน้าชายหนุ่มเปื้อนยิ้ม..นึกขำกับประโยคของเธอ เม็ดเหงื่อชุ่มเสื้อจนเริ่มเปียกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องแสงจันทร์แต่มัน เป็นเม็ดน้ำจากความเอื้ออาทรภายในที่ทิวไผ่เต็มใจทำเพื่อครอบครัวของคนที่ ตัวเองรัก ชายหนุ่มเก็บไม้ขึ้นพาดที่คอ สายตาสาวเจ้าร่างงามระหงจับจ้องมองอย่างนึกขัน


" เฮ็ดคือเนาะคน..เอาไม้หนีบคอเจ้าของกะเป็น..นี่จ้าน้ำอ้ายทิว..นั่งเซา เหมื่อยก่อน "

สาวเจ้าบอกพร้อมยื่นขันน้ำส่งให้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข ทิวไผ่รับขันน้ำพร้อมกับนั่งลงข้างๆ สายตามองลอมข้าวที่ตอนนี้ถูกฟาดหายไปเกือบครึ่ง..ไม่เกินสามชั่วโมงน่าจะ แล้วเสร็จ



" โอ๊ยยย.เนาะ..ตีข้าวนี่จั่งแหม่นเหมื่อยคิงเด้..ได้นอนหนุนตักคนฟังเสียงธนู ว่าวคือสิเซาเหมื่อยเนาะ " ทิวไผ่เอ่ยยิ้มๆ สายตาชำเลืองดูสาวเจ้าด้วยอาการเย้าหยอก


" ตุ๊บ " เสียงกำปั้นน้อยแต่ดังแน่นฟาดเข้าที่หลังชายหนุ่มไปหนึ่งทีทำให้เขาต้องหัวเราะลั่


" โอ๊ย..คนเอ๊ย..มือน้อยๆหยั๋งมาฟาดแฮงแถ่ะ..สมพ้อเพินฟาดข้าวสะนุเเล้วเร็ว เนาะ..อ้ายตีข้าวนำกะบ่ทันแหม๋ ฮ่าๆๆ " ทิวไผ่หัวเราะชอบใจสายตามองคนรักด้วยความอ่อนโยน..


" เอ๊า..คันแววหมัดบ่หนักสิเอาคนอยู่ติจ้าอ้ายทิว..จั๊กทิวไผ่สิกลายเป็นทิว ไผ๋หล่ะ..แต่คันมาเจอกำปั้นน้อยๆของแววรับรองหลบเป็นแถวจ้า คริ คริ " หญิงสาวเย้าพร้อมชำเลืองมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอุ่นอิ่มด้วยความ รัก หน้าขาวอมชมพูเกิดอาการแดงเล็กน้อยเมื่อต้องแสงจันทร์ฉายมันทำให้เธอน่าพิศน่ามองยิ่ง..



บทผญาเนื้อเรื่อง อีเกียแดง แห่งรัตติกาล

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ผญาเศร้าเหงาหวาน 3 (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)



โอยน้อ สะนูดังฟังเสียงอ้อน จากนาดอนตอนใกล้ค่ำ
ลมหนาวนำหล่ะพัดเยิ้น ดั่งเสียงเอิ้นเอ่ยคำ
.........................................................................
โอน้อ เสียงสูงนำเสียงต่ำบ้าง จากดอนท่งคงยินไกล
ฝากเสียงใสในลมหนาว เถิงสาวนาง..ตาหวานเจ้า
หนุ่มคนเหงาเอาเสียงอ้าง ผ่านสะนูอยู่ดอนท่ง
เจ้ายังคงสิจื่อได้ ยามไกลบ้านหวนผ่านบ้อ

โอยน้อ สะเดาขมลมหนาวจ้อ เสียงกอไผ่ยังไหวดัง
ปลาคืนวังเถิงฝั่งหนอง กบจองไงได้หาซ้น
คึดฮอดเด้..คึดฮอดคนเคยเว้า เจ้าบ่มาสัญญาหม่าย แท้แหล๊ว
คงลืมชายหล่ะหน่ายสิ้น ดั่งลมปิ้น..อ่วยทาง แท้น้อหล่า

บทผญา อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
ขอบคุณภาพสวยๆครับ







โอน้อ ฮู้เต็มอกที่ฮกฮ้าง บ่อาจหย่างเคียงหมาย
ผลาชายบ่เทียมเถิง ได้นั่งเวิงเวียงแก้ว
เจ้าโสภาว่าเกินแล้ว สิหาแนวเทียบถ่อ
ชายผิวดำต่ำม่อต้อ ผลาหย่อบ่ถ่อเทียม แท้แหล๊ว

โอยเด้ เจียมเอ๊ยเจียมใจอ้าย ผู้กายก่ำส่ำเพียงกา
บ่าวชาวนาบ้านป่าดอน นอนเถียงนากะว่าโก้ หล่ะ
แต่ว่าโตนางน้อง เฮือนสักทองบักหลังโอ่
ซายโลโซคือโตอ้าย บ่หมายซ้ำสิหล่ำแยง แท้แหล๊วหล่า

ขอบคุณภาพจากอ้ายซาย ปิ่นลม พรหมจรรย์ครับ

บทผญา @อีเกียแดง แห่งรัตติกาล












โอน้อ อัสดงลงเทียบ เลียบป่าพณาสนฑ์
วิหควนคืนกลับ จับตามคอนบ้างนอนซ้น
สาละวนปนเสียงฮ้อง เมื่อเเสงทองสิล่องลับ
พ่องสลับขับเสียงฮ้อง จากผืนท้องหล่ะท่งนา

คำเอ๊ย หยาดน้ำตาคนค่าด้อย หลอยยืนเหม่อ..เอ่อความตรม
ฟังสายลมโหมพัด สะบัดไหวในไพรก้วง
ลมหนาวทวงดั่งหน่วงน้าว อ้ายหนาวในจนใจหวั่น แท้แหล๊ว
คิดเถิงวันที่ผันย้าย จนกายช้ำย้อนฮ่ำฮอน

สาวเอ๊ย บ่หวนคอนหล่ะดอนบ้าน อีสานท่งคงบ่กลับ แล้วน้อ
เจ้าซ่างไปน้อไกลลับ บ่หวนกลับลับลาเลื่อน
หรือเจ้าเลือน..เหมือนลืมแล้ว วิถีแนวบ่หวนก่อ
อ้ายยืนรออยู่พ้อว่อ ตั้งท่ารออยู่พี้วี้ คนก่อนกี้กะบ่มา แท้น้อหล่า

.......................................................

บนถนนของคนรอ กี่พอศอยังต่อตั้ง หวังนางเจ้านั้นเหล่าคืน
แหม่นสิยืนอยู่ค่อม่อ แหม่นสิรออยู่แพ้แว้ หน้าคือแย้กะสิรอ ซั้นแหล๊ว บึ๊ยยย...


บทผญา@ อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
ขอบคุณภาพงามๆครับผม








คำเอ๊ย คืนนี่จันทร์ใสแจ้ง ดั่งแยงส่องประคองดาว
คนใจหนาวได้ทาวเถิง หวังเผิ่งพิงว่าอิงเจ้า
ขยับมาว่าจาเว้า เอาคำจริงมาอิงก่อ.เบิ่งน๊า
อย่าหน้างอเฮ็ดคอง้ำ ให้นำเว้าหล่ะเบิ่งคำ

สาวเอ๊ย มีไป่น้อคนหล่อล่ำ ได้นำย่าง..บัดนางจร
มีคนจองแล้วไป่นาง ให้ขานไขได้พอฮู้
หรือบ่าวครูผู้หวานลิ้น ถวิลนำดังคำส่า
คำเอ๊ย บ่าวชาวนาผลาน้อย สิพลอยได้หล่ะคู่เฮียง บ่น้อ

ฝากสำเนียงหล่ะเสียงอ้อน ผญาป่อนหย่อนลงใจ
แสงไสวได้ส่องนำ ดั่งคำจาที่พาเอื้อน
เถิงดาวเดือนสิเลือนคล้อย เถิงดาวลอยสิเลื่อนลับ
ตะเกียงดับลับแสงแล้ว ใจยังแน่วหล่ะต่อนาง อยู่เด๋หล่า

คำกลอนอีสานพรั่งพรูออกมาจากปากชายหนุ่มเป็นการสนทนาวาทีกับสาวบ้านนาในยามค่ำคืน ผมนั่งหลับตาจนเกิดเป็นภาพจินตนาการ เออเนาะ! สมัยก่อนคงจะเป็นไปในลักษณะนี้ แม้ว่าผมจะเกิดไม่ทันในยุคนั้นก็ตามทีแต่ก็พยามยามซึมซับเรียนรู้เพื่อต่อยอด วิถีชีวิตของคนอีสานแต่ก่อนอยู่ในกรอบที่สวยงาม การทำอะไรส่วนมากสื่อถึงสิ่งที่ถูกต้อง เข้าตามตรอกออกตามประตู มิใช่เข้าตามตรอกหลอยออกทางหน้าต่างเสย

ทุกอย่างล้วนเกื้อกูล เป็นดั่งโซ่ที่คล้องเกี่ยวสานเกลียวสัมพันธ์ ช่วยเหลือเผื่อแผ่ ทุกวันนี้ดูเปลี่ยนไปเยอะแม้หลายๆท่านจะแย้งว่าเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่เมื่อหวนมองก็ใจหาย โห..บางอย่างก็หายไปจนกู่ร้องมิยอมหันมองเสียงบอกด้วย มิหนำซ้ำยังหาว่าเราโง่เป็นเต่าล้านปี (ผมไม่ได้เป็นเต่าล้านปีครับ ผมแค่เป็นอีเกีย แห่ะๆ) บางคนวิ่งตามกระแสจนกลายเป็นการขายธาตุแท้จิตวิญญาณของตัวเองติดหนี้สินล้มละลาย นั่นเพราะหลงอุบายจนติดอบาย

ฟังคำตอบจากหญิงสาวสักหน่อยเนาะ..

อ้ายเอ๊ย วาจาหวานที่ผ่านลิ้น ล่อดินเปลี่ยนหล่ะทางสี แท้น้อ
วจีคำหากนำหวน ซวนเซือใจได้บ้ออ้าย
หรือสิหมายให้ตายดิ้น ถวิลนำคำหวานห่อ
หรือเพียงหวานที่ผ่านล่อ มายอเว้าให้เหล่านำ แท้เด้

ผมพยายามใช้คำสื่อสารที่ให้ดูอ่อนโยน เพราะส่วนลึกสัมผัสได้ว่า วิถีแต่ก่อนสอนให้เราเกื้อกูล เอ..ผมนั่งถวิลหาอดีตอีกแล้วสินี่ เฒ่าคักๆผมหนิ

ขอบคุณภาพสวยๆไปด้วยครับ นึกถึงตอนเป็นเด็กเลยภาพนี้

บทผญา@อีเกียแดง แห่งรัตติกาล/


วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ผญาเศร้าเหงาหวาน 2 (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)




โอน้อ ได้ยินฟ้าสนั่นก้อง ฮ้องสั่ง..จนฟังเหงา
เหลียวเห็นเงาทางฝน บ่อ่วยวน..คืนย้อน
เปรียบงามงอนลืมคอนแล้ว บ่มีแววสิกลับถิ่น
ถิ่มค่าฮอยคอยถวิล ไปหลงยิลอยู่ถิ่นก้ำ บ่หวนซ้ำต่าวมา

คำเอ๊ย.หนทางไกลในเมืองฟ้า บนผืนป่าเมืองปูน
มีนายทุนผู้บุญหนัก สลักคำ..นำอ้อน
เจ้าเลยลืมคอนเค้า บ่เหลือเงาสาวบ้านป่า
ปล่อยหนุ่มนาคนค่าด้อย ให้หงอยซ้ำฮ่ำคนิง แท้น้อ
หล่าเอ๊ย.ความเป็นจริงยกอิงอ้าง เจ้าหมางก่อน้อทางจิต
ย้อนอ้ายไกลในความคิด สิทธิ์ถืกถอนจนนอนล้ม
ความระบมซมในร่าง บ่มีทางสิสางก่อ
ได้แต่ฝืนยืนพ้อว้อ ได้แต่รออยู่แพ้แว้ หาทางแก้แหม่นบ่มี

@อีเกียแดง แห่งรัตติกาล/






คำเอ๊ย วาสนาซาตาอ้าย ได้หมายแนมแค่แก้มอุ่น
ย้อนว่าบุญบ่เกี้ยว สำพันธ์เลี้ยวหล่ะเคิ่งทาง
บ่มีสิทธิ์สิคิดอ้าง ให้หมางต่อน้อทางใจ...ดอกเด้อ
หนทางไกลห่างนาง บ่อาจสางหล่ะทางร่วม
สิกวมฮอยกะพลอยย้าน ผลานางนั่นสูงดั่ง..แท้แหล๊
เปรียบคือจั่งหงส์ฟ้า ถลาร่อนอยู่บ่อนเทิง พุ้นน๊า.. ป้าด..สูงแถ่ะหล่า

..ภาพและบทผญา อีเกียแดง แห่งรัตติกาล










โอยน้อ อันว่ากาดำเจ้า สิเท่าค่าว่าเทียมหงส์ น้อ
อันรูปทรงกะต่างตา วาสนากะพาด้อย
บ่สมฮอยสิคอยอ้าง บ่สมทางสิสางก่อ
ศักดิ์ศรีพอน้อส่ำนี่ ได้หลอยลี้..ส่องแนม

สาวเอ๊ย ดั่งพี่ชายที่หมายแย้ม แก้มนวลอุ่นเป็นทุนหลัก
บ่อาจปักสลักฮอย ได้แค่หลอยคอยชมชื่น
เถิงสิฝืนคงกลืนกล้ำ ความระกำคงนำก่อ
เฉกกาดำที่นำพ้อ ต่อหงส์เจ้า..เผ่างาม แท้แหล๊วหล่า

อีเกียแดง แห่งรัตติกาล









คำเอ๊ย อันควมหลังยังฝังท้อน มันหลอนหล่วงดั่งทวงถาม
หลับตาลงยามได๋ ทางหัวใจปานไฟจี้
บ่อาจหนีลี้ซ่อน เถิงยามนอนกะหลอนดั่ง
แนวใจพังจนอั่งเอ้า เลยนอนเส่า(เศร้า)เล่าทุกยา

คำเอ๊ย บ่เคยหัวยุ้มย้าม บัดเจ้าหย่างสู่ทางเขา
มีแต่เหงาเล่ามาวน ปนความหมองเป็นคองเกี้ยว
ใจกะเทียวเหลียวย้ำ เป็นนำหยังหล่ะน้ออุ่น
หรือว่าบุญบ่เถิง ผลาเพิ่งบ่ฮอด กะเลยจอดเคิ่งทาง ซั้นบ้อหล่า

อีเกียแดง แห่งรัตติกาล

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ผญาเศร้าเหงาหวาน 1 (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)


กลอนผญาอกหักจากสาวอีสาน ๒๐ จังหวัด (ฉบับแก้ไขใหม่)

โอน้อ เป็นบุญตาได้มาพ้อ ละออนวลจนชวนพิศ
ปานถืกฤทธิ์ศรย้ำ ให้นำพ้อต่อยุพิน
เฝ้าถวิลจนฮักเจ้า เอาคำหวานผสานก่อ 
เจ้างามถ่อเทียมเท่า จนเผลอเว้าเล่ากล่าวนำ
โอยน้อ สาวน้ำมูลหุ่นสวยล้ำ งามขำอยู่เมืองหิน (บุรีรัมย์)
วิถียินไปไกล ผ้าไหมงามนามลือก้อง
อ้ายเคยปองหวังคองเจ้า แต่บุญเฮาบ่สมดั่ง
แก่นสัมพันธ์บ่ดันยู้ บุญซูซ้อนบ่ฮ่อนคง
โอยน้อ ถืกอนงค์นาถหล่า ผู้สาวส่าวงามขำ
สาวบุรีรัมย์ทำเสียศูนย์ จนหมุนเซหล่ะเป๋ล้ม
หัวใจซมได้ขมย้อน มาหลอนนำจนตำหล่วง
หล่ะพอปานดวงไฟฮ้อน มาแซมซ้อนอยู่หว่างใน
หลบพักใจสาวในบ้าน มาขานต่อน้อเมืองเกิน (ร้อยเอ็ด)
เห็นแล้วเพลินทางตา ผลานางนั่นเกินร้อย
แหม่นสิหลอยเทียวหยอก กรอกสำนวนบ้างชวนเที่ยว
บ่อาจเกี่ยวใจเจ้า เอามาอ้อนยามอ่อนแฮง
กาฬสินธุ์ได้ยินแจ้ง เคยแจงฮ่วมงามศรี (กาฬสินธุ์)
สาวผู้ดีนั่นมีหลาย เพินบ่หมายสิเคียงซ้อน
เคยสะออนสาวโก้ ทางยโสบ้านป่า (ยโสธร)
เจ้าบ่ซาบักอ้าย บ่หมายร่วมสิฮ่วมยิล
สาวสุรินทร์หอมกลิ่นแก้ม เคยแย้มต่อน้อคำจา (สุรินทร์)
แม่กานดาได้พาหวน เบิ่งขบวนงานหล่ะซ้าง
ย่างเคียงนางประสานเกี้ยว เผลอแป๊บเดียวกะเลี้ยวห่าง
เจ้าปล่อยวางให้ตางท้อ หัวใจหย่อจนฝ่อนำ
ดึงหัวใจไกลความช้ำ นำมาสู่อยู่เมืองศรีฯ (ศรีสะเกษ)
บุญบ่มีราศรีหมอง กะเลยจองแต่ความพ่าย
อุบลหมายเคยกลายเกี้ยว เทียวสัมพันธ์ขยันฮ่วม (อุบลราชธานี)
ได้แต่สวมสิทธิ์พ่าย แหม่นหมายเกี้ยวกะเทียวพัง
สาวมุกดากะพาช้ำ ถลำแล่นแหม่นทางโต (มุกดาหาร)
หนองคายโสไปคุย กะหลุยลงบ่คงพ้อ (หนองคาย)
ขอนแก่นนางเจ้าขานจ้อ พอมีใจผั่นไหลหล่อง (ขอนแก่น)
ไปหลงมองบ่าวโก้ โสถิ่มอ้าย โอ๊ยยย...หน่ายเด้
หลานย่าโมผู้โก้เท่ห์ เคยเป๋ใส่ในความเหงา (นครราชสีมา)
ชัยภูมิเอาคำหวาน มาหว่านลงให้คงช้ำ (ชัยภูมิ)
มีแต่คำลวงล่อ เจ้ายกยอแล้วล่อหลื่น
ตายทั้งยืนกลืนความแพ้ พอปานแย้ถืกแหย่คาง อั๊ยย๊ะ ฮิ้ววว
สาวบึงกาฬเคยว่าอ้าง ขอสานก่อตอฮอยใจ (บึงกาฬ)
เพินกะทำเฉไฉ แล้วหลื่นไหลหลบลี้
สารคามหนีหลบย้าย หลายทางเทียวเพินเกี้ยวแหว่ (มหาสารคาม)
เจ้าบ่สนน้อคนแพ้ กะเลยแย่ได้แค่ครวญ
หนองบัวลำภูเคยยู้ซ้วน กับนวลแม่งามตา (หนองบัวลำภู)
แต่ผลาบ่เทียมปอง ได้แค่มองหล่ะเพียงเจ้า
อำนาจเจริญเคยเอินเว้า อ้ายกะเซาย้านเจ้าว่า (อำนาจเจริญ)
ย้านคำจาสิพาพลั้ง กะเลยยั้งไว้เคิ่งทาง
นครพนมสมคำอ้าง บ่เคยห่างหล่ะทางจร (นครพนม)
สกลนครออนซอนใจ สาวภูไทได้ยิลย้อง (สกลนคร)
วิถีคองยังสวยล้น วิถีคนยังสวยอยู่
บ่อาจคู่เทียมเค้า ได้นำเว้าเหล่าแยง
สาวเมืองเลยกะเคยแกล้ง แถลงต่อน้อคาวมจริง (เลย)
น้ำตารินกินความหมอง บนฮอยกองที่นองช้ำ
สาวงามขำหวานคำอ้อน แหม่นอุดรก้อนคำพี่ (อุดรธานี)
หล่วงสามปีกะหนีจ้อย ถิ่มฮอยฮ้างไว้หว่างชาย โอ๊ยเนาะ
โอน้อ แหม่นสิหลบซบย้าย ไปหมายต่อน้อทางได๋
มันจุกในแต่ความขม มันระบมจนซมซ้อน
ถืกตัดรอนหลายบ่อนเค้า เขาเอาหมองสิจ้องยัด
จนกระอักความฮักพ่าย นอนหงายช้ำฮ่ำคนิง นี่แหล๊ว
บทผญา รุทธิ์  อีเกียแดง แห่งรัตติกาล




ผญา จีบสาวยางตลาด กาฬสินธุ์

โอน้อ อ้ายได้มาพบเจ้า ผู้สาวส่ากาฬสินธุ์
ใจถวิลคึดนำ แหม่นทำหยั๋งจั่งงามแท้
จนเผลอแลยืนจ้อง จนเผลอจองพ่องใจนึก
ใจเต้นตึ๊กยามนึกพ้อ ละออเจ้าสาวส่านาง
สาวเอ๊ย คือบุญนำหล่ะกรรมอ้าง ให้อ้ายหย่างหล่ะมาเจอ
ยามเจ้าเผลอมองเหลียว อ้ายเสียวในจนใจวุ่น
ย้านแต่บุญสิพาเลี้ยว สายเกลียวนำบ่ย้ำก่อ
ยางตลาดคะลาดพ้อ ละออเจ้าเล่าแหม่นงาม
อยากหลายเด้ อยากสิไปยามบ้าน อยากสานต่อก่อไมตรี
หรือว่ามีชายปอง จองสัญญาหล่ะว่าแล้ว
สิสนแนวไทบ้าน คือทางชายผู้กายก่ำ บ่น้อ
อ้ายคึดนำทุกค่ำเซ้า อยากจาเว้าเล่าทุกยาม แท้แหล๊วหล่า
บทผญา อีเกียแดง แห่งรัตติกาล






ผญาเหงาเคล้าสายลม


โอน่้อ ลมหนาววอยคอยพัดน้าว ให้หนาวหน่วงในใจ
ซายคนไกลหวนคนึง คิดถึงฮอยแต่กลอยเจ้า
คืนนี่ดาวเจ้าลาร้าง คืนนี่ทางเจ้าริบหรี่
ลมหนาวหวี่ไผ่สีล่อ เสียงอออ้อน..อ่อนนำ
โอยน้อ บ่าวหน้ามนคนใจช้ำ คึดอ่ำหล่ำหล่ะนำเห็น
ลมหนาวเย็นพัดวน คึดเห็นคนผู้ไกลเค้า
คนเคียงเงาเขาไกลบ้าน สัญญาจางเลยหมางหม่อ
สัญญายอไปต่อเค้า กับไผเล่าเจ้าจั่งลืม น้อหล่า
.............................................................
" อ้ายรุทธิ์จ๋า เอาหนูบ่จ้า "
ประโยคหวานพาให้งุนงง ทำให้ชายหนุ่มถึงกับหันมองไปที่เจ้าของเสียง ใบหน้ายิ้มอิ่มเอมดูชื่น มองชายหนุ่มกลับดั่งเฝ้าคนรอคำตอบ
" เอ๋า คือว่าจั่งซั้น "
ชายหนุ่มถามกลับอักยิ้มเสย มองหน้าสาวเจ้าพลันนึกในใจ " เอาหล่ะเนาะ ถามคือ ต๊ะฮักกะด้อ แห่ะๆ "
" นี่แหมอ้าย หนูพุกโตบักใหญ่ อิหล่าข้างบ้านเอามาขาย สองโตสี่สิบบาท "
สาวเจ้าบอกพลางยิ้ม ยกจานให้ชายหนุ่มดูหนูตัวเขื่องที่ชำแหร่ะมาแล้วอย่างดี "
" โอยเนาะ "
เสียงชายหนุ่มทอดถอนหายใจ ความสงสัยหายเป็นปลิดทิ้ง งึดคนคัก หึย
" สี่สิบบาทว่าติ๊ มื้อแลงอ้ายสิพาไปไต้หนู ไปนำกันเนาะสั่นหน่ะ "
ชายหนุ่มบอก คึดฮอดความเป็นไป มื้อแลงสิได้กินหนูคักๆ แห่ะๆ

บทผญาเนื้อเรื่อง อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
ขอบพระคุณภาพประกอบไปนำครับผม






ผญาเศร้าเคล้าสายลม


โอน้อ สกุณาถลาล่อง แสงทองลับจับภูผา
ลมหนาวมาเมฆาไหล หัวใจวน..หม่นเม้า
คิดฮอดเงาผู้เขาฮ้าง คิดฮอดทางผู้เขาปล่อย
ยืนใจลอยคอยคิดซ้ำ จนเหงาย้ำให้ฮ่ำฮอน

ชายเอ๊ย ฝากลมหนาวหล่ะนำอ้อน ฝากกลอนเกี่ยวให้เทียวเถิง
อ้ายอยู่เวิงวังได๋ ให้คิดครวญน้อหวนเค้า
สาวคนเหงาเอาเสียงอ้าง อยู่ทางคอนหล่ะดอนถิ่น
ผญายินให้จื่อได้ อยู่ไกลใกล้ให้ต่าวมา แนเด้ออ้าย
..............................................................................

เสียงลมหนาวพัดหวิวแว่วผนึกกับแนวแห่งแสงสีทองที่คล้องเกี่ยวทาบยาวกับม่านขุนเขา สายตาคู่คมผสมด้วยแววเหงามองทอดยาวดั่งคนเหม่อ สองปีแล้วสิเออ ที่เผลอยืนซึม
" ผักแปลงนี่จั่งแหม่นงามเนาะแวว อ้ายว่างามย้อนอ้ายมาฮดซ่อยนี่หล่ะมั้ง แห่ะๆ "
เสียงชายหนุ่มพูดเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ มองหน้าสาวเจ้าด้วยรอยยิ้มที่อิ่มเอม นี่หน่ะหรือคือความรัก แม้น้ำต้มผักยังว่าหวาน
"เว้าเข้าข้างแต่เจ้าของเนาะอ้ายรุทธิ์ มันงามย้อนปุ๋ยขี้งัวดอก บ่แหม่นงามย้อนอ้าย หึยคนหนิเนาะ เว้าต๊ะซังคัก เตะเข้าแต่โกลด์เจ้าของเนาะ "
สาวเจ้าบอกพลางยิ้มขันมองหน้าชายหนุ่มพลางนึกหมั่นไส้
" บ่ว่าแหล่วเนาะ เบิ่งแนนั่น ผักแก่นขมกะจั่งแหม่นงามคักเด้อ อ้ายว่ามื้อแลงเฮาเก็บไปลวกกินกับป่นดีกว่า คือสิหวานจ๊วงๆ "
ชายหนุ่มบอกยิ้มร่า ทำหน้าเข้มแกมกะล่อนย้อนสาวเจ้าให้นึกขัน
" ผักแก่นขมบ้านอ้ายติหวาน หึย " สาวเจ้าแววตาแย้ง
" แหม่นสิขมปานได๋ คนหน้าหวานๆคือแววลวก มันกะหวานคือเก่านั่นหล่ะ "
ชายหนุ่มบอกยิ้มๆ ทำเอาสาวเจ้าหน้าแดงระเรื่อ
" แววเอ๊ย อ้ายว่าสิไปเฮ็ดงานต่างประเทศจักสองปีเด้อ อ้ายสิหาเงินกลับมาแต่งแวว สัญญากับอ้ายได้บ่ว่าสิถ่าอ้ายสิคอยอ้ายบ่ไปมักคนทางอื่น"
เป็นประโยคของชายหนุ่มที่สาวเจ้ายังจำได้ดี
แต่ วันนี้เธอยังรักษาสัญญาที่คงมั่น เฝ้ารอคอยการกลับมาของชายคนรัก สองปีแล้วสิหนาลมหนาวพาให้ลอยวน คราบน้ำตาของคนหม่นยังวนเวียนแทบเจียนตาย

บทผญาเนื้อเรื่อง อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
ขอบคุณภาพงามๆไปนำครับผม