ผญาเศร้าเหงาหวาน 4 (โดย อีเกียแดง แห่งรัตติกาล)
โอยน้อ นกจิบเฟียงส่งเสียงแจ้ว จากแทวท่งทางเถียง
หญ้าเอนเอียงเสียงลมพัด สะบัดไหวในภายพื้น
เถียงนาครืนยืนเซซ้าย บัดลมกลายได้หมายเกี่ยว
คนใจเปลี่ยวยืนเทียวย้ำ ฝากคำต้านหล่ะผ่านลม
ลมเอ๊ย ฝากเถิงคนเคยแนบ อิงแอบต่อน้อทางใจ
เจ้าจากไปในวันหนาว สู่ทางดาวที่พราวพริ้ง
สัญญาอิงเคยพิงแนบ เจ้าแอบลืมหรือได๋หน่อ
ลืมคนรอหล่ะบ้อเจ้า ลืมคำเว้าดั่งเก่าเคย แล้วบ้อหล่า
อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
ขอบคุณภาพงามๆครับผม
หล่าคำเอ๊ย สัญญาคำบ่นำอ้าง ย้อนเป็นต่างหล่ะทางใจ
วาจาไขในทางกลับ หานับคำหล่ะดีได้
หล่ะแนวว่าใจของเจ้า มีแต่เขาทุกเซ้าค่ำ ซั้นแหล๊ว
การกระทำมันนำฮู้ เถิงกู่ฮ้องบ่ฮ่อนยิล ดอกเด
สาวเอ๊ย ลบสาฮอยปล่อยให้สิ้น เอาดินยัดอัดลงตม
ปล่อยความขมให้จมดัก สลักลงแหม่นตรงนี่
หล่ะคันไปดีแหม่นดีด้วย คันไปสวยเห็นด้วยอุ่น
บัดห่าลุนบุญบ่เอื้อ อย่า!เมือโค้งหล่ะต่าวมา อีกเด้อหล่า
กว่าจะรักกันผูกพันจนถึงวันนี้ต้องผ่านทั้งเรื่องร้ายและดีมาแค่ไหน
จนวันนี้…แค่เรื่องเล็กๆที่ต่างไม่เข้าใจจะ ปล่อยมือจากกันไปทบทวน “หัวใจ” ดีแล้วหรือยัง?
@อีเกียแดง แห่งรัตติกาล

ชายเอ๊ย ข้าวอยู่นาว่าขึ้นเล้า กระเดาห่อจนพอขม
ปลากะวนคืนกลับ สลับทางแต่ปางพุ้น
ลมหนาวหมุนหล่ะมาต้อง จนว่าคลองเริ่มข่อนแอ่ง
อ้ายไปแยงสาวโก้ โสวางน้องให้ส่องทาง แท้น้อ
ชายเอ๊ย คำสัญญาที่ว่าอ้าง แต่กาลเก่าดอกคราวหลัง
คำหวานยังผ่านหู ลงสู่ใจบ่ไลร้าง
อ้ายห่างทางกะต่างจ้อย ฮอยสัมพันธ์บ่ฝันก่อ
โอยน้อ ได้แต่นั่งค่อม่อ รอทางอ้ายผู้หน่ายเมิน
โอน้อ ฝากสายลมหล่ะนำเอิ้น แหม่นเพลินต่อน้อแนวได๋ น้อชาย
หล่ะจั่งบ่หมายคืนกลับ หรือหลับหลงดังคงเว้า
ลืมกระเดารสขมน้อย ลืมฮอยหลังบ่ตั้งเที่ยง
หลงสำเนียงเสียงหวานอ้อน หลงคอนบ้านจนห่างเมิน แท้บ้ออ้าย โอยเนาะ
อีเกียแดง แห่งรัตติกาล

โอน้อ สายลมหนาวพัดยาวเยิ้น ดั่งเอิ้นต่อน้อคนไกล
หญ้าเอนไหวไกวอ่อนนำ ดั่งส่งคำ..นำเอื้อน
อย่าลืมเลือนเสมือนย้ำ อย่าลืมคำให้จำก่อ
อีสานรอ..มาต่อเค้า ดั่งลมน้าวที่อ่าวครวญ
พี่น้องเอ๊ย..พิณแคนดังยังมากล้วน โปงลางหม่วนชวนเสนาะ อยู่เด้อ
เสียงลำขานกังวานเพราะ เสนาะหูสู่ทางเค้า
อีสานเฮาเขาส่าย้อง วิถีคองน้อมสมค่า
ฮีตและศิลป์ยินก้องหล้า สมคำค่า..ว่างาม แท้แหล่๊วครับ
...............................................................................
สายลมหนาวพัดต้อง แสงสีทองของเช้าวันใหม่ก็เริ่มฉายขึ้น ท้องนภาค่อยๆเปลี่ยนสีจากความมืดมิดของรัตติกาลค่อยๆคลืบคลานสู่ความสว่าง ไสวแห่งแสงสุริยะ ท้องฟ้าเริ่มถูกโอบไปด้วยแสงสีทองอร่ามตาผสานด้วยสายหมอกจางๆดูน่าชมน่าพิศ มัยยิ่ง นี่คือผืนดินแห่งทุ่งอีสาน ดินแดนแห่งวัฒนธรรม อารยะ ขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัว เสน่ห์แห่งมนตราที่นำพาทุกอณูแห่งความรู้สึก ที่ล้ำลึก ตรึงหัวใจให้ประดิพัทธ์เมื่อได้สัมผัสกับแก่นแท้ของดินแดนแห่งอารยะบน พื้นที่ราบสูง.
...เสียงนกน้อยร้องเซ็งแซ่ โผผินบินออกจากรังเพื่อหาอาหารยังชีพของมันตามวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต อากาศยามเช้าดูแสนสดชื่นนัก ต้นข้าวรวงงามถูกแสงโอบจนเกิดประกายทองเลื่อมพลาย สองร่างที่ดูต่างวัยกำลังก้มๆเงยๆสลับปรับเปลี่ยนอริยาบทขึ้นลงอย่างเป็นจัง หว่ะท่ามกลางสายลมที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณท้องทุ่ง แววตาที่มุ่งมั่นถูกผลักดันไปด้วยสรรพสิ่งโดยรอบจึงประกอบให้เกิดความอ่อน โยนอยู่ภายในลึกๆ แม้อากาศภายนอกจะดูหนาวเย็นแต่กลับเริ่มมีเหงื่อผุดเป็นเม็ดๆจากใบหน้าคม หลังจากที่เขาใช้เวลาอยู่ท้องทุ่งชั่วโมงกว่าๆ
" อีกคนละแทวกะแล้ว บ่น่าสิเกิน30ฟ่อน " ชายหนุ่มพึมพำออกมาเมื่อกวาดสายตาโดยรอบ เป็นเช้าวันที่สามแล้วที่ชายหนุ่มขันอาสามาทำหน้าที่ช่วยลุงสุขพ่อของแววตา สาวคนรักเก็บกู้ข้าวซึ่งวันนี้ก็จะแล้วเสร็จเป็นวันสุดท้าย ช่วงบ่ายก็คงน่าจะเก็บฟ่อนข้าวไปรวมไว้ที่ลานได้หมด ต่อไปก็คงจะได้เอาแรงนวดข้าวกันต่อไป
ผ่านไปประมาณ20นาทีลุงสุขและทิวไผ่ก็จัดการมัดฟ่อนข้าวจนแล้วเสร็จ ประกายรอยยิ้มผุดที่ใบหน้าเล็กน้อยเมื่อกวาดสายตามองเห็นผลงาน ความสุขภายในเริ่มเอ่อล้นเมื่อนึกถึงภาพใบหน้าของแววตา.เสียงหัวเราะคำพูด ที่ชอบกระเซ้าเย้าแหย่เวลาเขานิ่งเงียบมันทำให้เธอดูมีเสน่ห์ชวนหลงยิ่ง
" ทิวเอ๊ยทิว..ป๊ะ.กลับบ้านไปกินข้าวก่อนค่อยเมืออาบน้ำเด้อ " เสียงลุงสุขร้องบอกปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ ใบหน้าคมเปื้อนยิ้มมองชายร่างเล็กที่แกร่งด้วยประสบการณ์ชีวิตอย่างนอบน้อม เขาเคารพนับถือลุงสุขเฉกเช่นพ่อของเขาอีกคน ชายต่างวัยเดินบ่ายหน้าตามคันนามุ่งสู่บ้าน..ไอจากสายหมอกจับค้างพรมผืนต้น หญ้าจนเกิดความชื้นแฉะเมื่อสองเท้าลุยฝ่า..ชายหนุ่มแกล้งเตะเท้าหยอกเล่นไป มาเมื่อเห็นต้นหญ้าบางกอยังมีเม็ดน้ำเกาะเกี่ยวหนา ใบหน้าและแววตาเริงร่าเมื่ออิสระทางใจไร้สิ่งยึดติด.
..................................................................................
" ตุ๊บ.ตั๊บ.ตุบ.ตั๊บ.ตุ๊บ.ตั๊บ " เสียงจังหวะการฟาดของชายต่างวัย4-5คนดังแน่นสลับกันไปมาท่ามกลางแสงจันทร์ฉายแห่งรัตติกาล
" ตื๊ดดด..ตือออ..ตื๊ดดด..ตือออ..ตื๊ดดดด..ตือ " เสียงธนูว่าวดังหนัก-แผ่วขึ้นลงตามกระแสลมบน เดือนใสแจ้งสามารถมองเห็นเจ้าของเสียงที่อยู่ข้างบนได้โดยง่าย
สายลมหนาวแผ่ซ่านพัดโอบล้อมไปทั่วบริเวณส่งผลให้เกิดก่อกองไฟไม่ห่างจากลาน ข้าวนัก การฟาดข้าวนิยมฟาดตอนกลางคืนเนื่องจากอากาศไม่ร้อนพลอยทำให้เพลินไปด้วย ลานข้าวของลุงสุขถือว่าขนาดปานกลางแต่เมื่อเทียบกับผืนไร่นาทีทำนั้น ต้องยอมรับว่าผลผลิตที่ได้ดูจะมากโข รวงข้าวที่ใหญ่เม็ดงามผ่านการเอาใจใส่ดูแลด้วยภูมิปัญญาแห่งวิถี มูลสัตว์ขี้วัวขี้ควายแห้งถูกโปรยหว่านในช่วงหน้าแล้งเพื่อปรับปรุงผืนดิน ส่งผลให้ให้ก่อเกิดเลอเลิศด้วยผลดีนักเชียว
" อ้ายทิว..เหมื่อยกะพักกินน้ำก่อนจ้า..เบิ่งซงคือฟ้าวแท้..ย้านผู้อื่นเพิน ยาดตีเหมิดก่อนติ..คริ คริ "
เสียงใสของแววตาทำให้ใบหน้าชายหนุ่มเปื้อนยิ้ม..นึกขำกับประโยคของเธอ เม็ดเหงื่อชุ่มเสื้อจนเริ่มเปียกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องแสงจันทร์แต่มัน เป็นเม็ดน้ำจากความเอื้ออาทรภายในที่ทิวไผ่เต็มใจทำเพื่อครอบครัวของคนที่ ตัวเองรัก ชายหนุ่มเก็บไม้ขึ้นพาดที่คอ สายตาสาวเจ้าร่างงามระหงจับจ้องมองอย่างนึกขัน
" เฮ็ดคือเนาะคน..เอาไม้หนีบคอเจ้าของกะเป็น..นี่จ้าน้ำอ้ายทิว..นั่งเซา เหมื่อยก่อน "
สาวเจ้าบอกพร้อมยื่นขันน้ำส่งให้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข ทิวไผ่รับขันน้ำพร้อมกับนั่งลงข้างๆ สายตามองลอมข้าวที่ตอนนี้ถูกฟาดหายไปเกือบครึ่ง..ไม่เกินสามชั่วโมงน่าจะ แล้วเสร็จ
" โอ๊ยยย.เนาะ..ตีข้าวนี่จั่งแหม่นเหมื่อยคิงเด้..ได้นอนหนุนตักคนฟังเสียงธนู ว่าวคือสิเซาเหมื่อยเนาะ " ทิวไผ่เอ่ยยิ้มๆ สายตาชำเลืองดูสาวเจ้าด้วยอาการเย้าหยอก
" ตุ๊บ " เสียงกำปั้นน้อยแต่ดังแน่นฟาดเข้าที่หลังชายหนุ่มไปหนึ่งทีทำให้เขาต้องหัวเราะลั่น
" โอ๊ย..คนเอ๊ย..มือน้อยๆหยั๋งมาฟาดแฮงแถ่ะ..สมพ้อเพินฟาดข้าวสะนุเเล้วเร็ว เนาะ..อ้ายตีข้าวนำกะบ่ทันแหม๋ ฮ่าๆๆ " ทิวไผ่หัวเราะชอบใจสายตามองคนรักด้วยความอ่อนโยน..
" เอ๊า..คันแววหมัดบ่หนักสิเอาคนอยู่ติจ้าอ้ายทิว..จั๊กทิวไผ่สิกลายเป็นทิว ไผ๋หล่ะ..แต่คันมาเจอกำปั้นน้อยๆของแววรับรองหลบเป็นแถวจ้า คริ คริ " หญิงสาวเย้าพร้อมชำเลืองมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอุ่นอิ่มด้วยความ รัก หน้าขาวอมชมพูเกิดอาการแดงเล็กน้อยเมื่อต้องแสงจันทร์ฉายมันทำให้เธอน่าพิศน่ามองยิ่ง..
บทผญาเนื้อเรื่อง อีเกียแดง แห่งรัตติกาล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น